BIKE | Entering Social

posted on 08 May 2012 00:35 by heyboibz in TRAVEL directory Lifestyle, Travel


ระยะทางของวันนี้คิดเป็นอีกเท่าตัวของเมื่อวาน
เหมือนอัพเลเวล แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

ระยะทางจากเชียงคานถึงปากชมเมื่อวานนี้อยู่ที่ราวๆ 40 กิโลเมตร
เพราะเริ่มต้นกันตอนสาย และสภาพถนนที่ทำความเร็วได้ไม่มากนัก
วันแรกของเส้นทางเชียงคาน-หนองคาย
จึงยังไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจของหลายคน รวมทั้งผมด้วย

สำหรับระยะทางของเส้นทางวันนี้อยู่ที่ราวๆ 80 กิโลเมตร
ไม่ยาก สำหรับนักปั่นทัวร์ริ่งที่ปั่นมาแล้วทั่วประเทศ
แต่ยากมาก สำหรับนักปั่นมือใหม่อย่างผม

วันนี้เราตั้งมั่นและหมายมั่น ทั้งยังปั้นมือพร้อมจับแฮนด์และปั้นก้นพร้อมขี่จักรยาน
เพื่อที่จะไปให้ถึงสังคมให้ได้ภายในระยะเวลาที่ไม่เหนื่อยและร้อนจนเกินไป
เช้านี้เราเริ่มต้นกันที่เวลา 7.00 กว่าๆ พลังข้าวต้มหมูสองถ้วยน่าจะช่วยได้บ้าง

เริ่มเส้นทางก็แทบจะขาดใจ ไม่ใช่เพราะเหนื่อยหอบ แต่เพราะมันสวยมาก
เริ่มเข้าใจความหมายของการที่ใครสักคนหลงรักการขี่จักรยานมากขึ้น
ก็ตอนที่ถนนเส้นนั้นเหมือนเป็นถนนของเราเอง
ปั่น ปั่น ปั่น บนเส้นทางที่เราไม่ได้ใฝ่ฝัน แต่ก็เหมือนอยู่ในฝัน

จากปากชมสู่ช่วงพักครึ่งแรกที่ 30 กิโลเมตร เรื่อยๆ และสนุกดี
อากาศไม่ร้อนมากจนเกินไปช่วยให้ทำเวลาความเร็วได้มาก
ช่วงนี้เลยดูเป็นผู้นำบ้าง ผู้ตามบ้าง ปั่นเรื่อยเปื่อยบ้าง สนุกดี
เพลงในไอพอดเหมือนจะเป็นใจให้ปั่นสนุกขึ้น
สลับเพลงปลุกใจมาให้ได้ฟังไปปั่นไป มีแรงฮึกเหิมได้มากโข



เส้นทางช่วงนี้ยังคงเลียบแม่น้ำโขงเป็นระยะๆ
มีบางช่วงให้น่าตื่นเต้นบ้างก็เช่นช่วงที่แม่น้ำโขงอยู่ใกล้เราเพียงคืบ
(นั่นคือการเปรียบเปรย เพราะแท้จริงแล้วมันต้องเดินไปอีกสักช่วงหนึ่ง)

เคยอ่านในหนังสือ หลังอาน ของนักเขียนในดวงใจ บินหลา สันกาลาคีรี
ว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เค้าได้พบเจอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ที่มาขอปั่นจักรยานไปด้วย แค่นี้ แต่มิตรภาพระหว่างทางนั้น
ดูเหมือนบินหลาจะตั้งใจไม่เล่ามันออกมามาก
เพราะเก็บไว้ในใจน่าจะทำให้อมยิ้มกรุ่มกริ่มดีใจได้ง่ายดาย
กว่าการกลั่นกรองมันออกมาเป็นตัวอักษรอีกที

ภูมิใจเล็กๆ ที่ได้มาอยู่ในส่วนหนึ่งของเส้นทางในฝัน
เส้นทางที่นักปั่นหลายคนก็อยากมาลองปั่นดู
แม่น้ำโขงแวะทักทายและถามไถ่เราตลอดทาง
โค้งซ้าย ป้ายขวา อยู่ใกล้ตา อยู่ไกลตัว
แม่น้ำโขงเหมือนกองเชียร์ที่อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ



อย่างที่บอกว่าช่วงนี้แม่น้ำโขงแห้งเหือด
บางช่วงน้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอดจนเหลือเพียงทางแคบๆ
ที่ดูเหมือนเราจะสามารถลักลอบข้ามไปลาวได้ง่ายพอตัว
ส่วนบางช่วงที่ดูกว้างใหญ่ไพศาล
เราจะพบว่าเกาะแก่งในแม่น้ำโขงยิ่งใหญ่เกินพรรณนา
เข้าใจแล้วว่ามหานทีสี่พันดอนที่เค้าว่ากันมันเป็นอย่างไร

ลองถามตัวเองระหว่างที่กำลังปั่นไปบนเส้นทางนี้ว่า
เรามองเห็นอะไร และได้อะไรจากการมาปั่นจักรยานแบบนี้บ้าง
มีแค่คำถาม แต่ยังไม่มีคำตอบ

จนเมื่อผมกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมืองที่ผมจากมา
น่าแปลกใจ ที่ผมอยากกลับไป
ไม่ค่อยอยากเจอผู้คนวุ่นวาย ไม่อยากเจอเมืองยุ่งเหยิง

ลองถามตัวเองอีกที เรามองเห็นอะไร และได้อะไรจากการปั่นจักรยาน
...ในครั้งนั้น

สังคมมีสองแบบ ในความคิดของผม
สังคมแบบที่เราอยากเข้าไปอยู่
กับสังคมแบบที่เราอยากออกมา

ผมออกจากสังคมหนึ่ง เพื่อมาเข้าอีกสังคมหนึ่ง
และได้ค้นพบว่า แต่ละสังคม มันมีมุมที่เราทั้งอยากมอง และไม่อยากมองซ่อนอยู่
อยากมอง จึงอยากอยู่ ไม่อยากอยู่ จึงไม่อยากมอง

ผมจึงอยากกลับไปมองแม่น้ำโขง
อยากกลับไปอยู่บนสังคมจักรยาน สังคมบนอานที่มีความสุขดี
มีความสุขทั้งๆ ที่ต้องออกแรง

แล้วดูสังคมนี้สิ
ออกแรงมากมายไม่แพ้กัน ทั้งแรงกาย แรงใจ แรงคิด
มีความสุขบ้าง แต่ไม่มากเท่า

ผมเป็นพวกสุขนิยม นิยมความสุขในแบบส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
เลยชอบความสุขบนหลังอาน มากกว่าความสุขหน้าจอคอมพิวเตอร์

สังคมแท้จริง กับสังคมเสมือนจริง ไม่เหมือนกัน

อีกนิดเดียวก็จะได้เข้าสังคมแล้ว
ผมดีใจ

และยังคงอยากกลับไปเข้าสังคมแบบนั้นอีก
จริงๆ นะ :D


(ตอนต่อไป
ก่อนเข้าสังคม เราเข้าข้างทาง)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------