TASTE | See Food

posted on 26 Jan 2012 01:48 by heyboibz in TELEVISION directory Entertainment, Idea


เมื่อคืนที่ผ่านมาหมาดๆ ได้มีโอกาสดูรายการประเภท Original From Japan
มารายการหนึ่งครับ และพบว่าน่าพูดถึงดี เพราะมันมีแง่มุมที่น่าสนใจเยอะแยะ
แถมพ่วงด้วยการสะท้อนไปถึงรายการโทรทัศน์ไทยในปัจจุบันได้พอสมควร
รายการที่ว่าชื่อรายการ Iron Chef Thailand ศึกเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย
ซึ่งต้นตำรับจริงๆ เป็นรายการของประเทศญี่ปุ่น รูปแบบรายการเข้าใจง่ายมาก
ว่ามันคือการให้เชฟยอดฝีมือทั่วประเทศญี่ปุ่นมาท้าชนเชฟกระทะเหล็กขั้นสุด
ที่ท่านประธานคาคะ (ที่เป็นทั้งคนก่อตั้ง ครีเอทีฟ และพิธีกรรองของรายการ)
ไปเสาะหามาทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น คัดมาแบบเน้นๆ ที่คุณภาพ ความสามารถ
และไอเดียการทำอาหารจนทำให้รายการนี้ไม่ใช่แค่รายการทำอาหารธรรมดา
แต่เป็นรายการที่โชว์ศิลปะการทำอาหารได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าติดตาม
มากที่สุดรายการหนึ่งจนถึงขั้นที่ฝั่งตะวันตกต้องขอซื้อลิขสิทธิ์ไปทำบ้าง
และล่าสุด ก็คือประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ท่านประธานของคิทเช่นสเตเดียมนั้นก็คือ
คุณสันติ เสวตวิมล หรือที่เราคุ้นหูในชื่อ 'แม่ช้อยนางรำ' สุดยอดนักชิม
ที่สรรหาอาหารรสชาติเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์แก่ลิ้นมาแล้วทั่วไทยและทั่วโลก
ส่วนตัวพิธีกรหลักนั้นก็ถือว่าเอาดาราที่มีความรู้ทางการอาหารพอสมควร
อย่างชาคริต แย้มนาม ซึ่งก็ถือได้ว่าเลือกมาถูกมากกว่าตัวเลือกพิธีกร
คนอื่นๆ ที่จัดรายการเก่งก็จริงแต่ยังขาดความรู้เรื่องอาหารนั่นเอง

ส่วนที่น่าสนใจของประเทศไทยคือรูปแบบรายการที่ถึงขั้นเป็นที่พูดถึง
ทั่วทั้งสังคมออนไลน์ ตัวรายการมีความยาวสองชั่วโมงตั้งแต่ 22.55
จนถึง 00.55 ซึ่งก็ถือว่าดึกมากและยังชี้ชวนให้หิวมากอีกด้วย
ในชั่วโมงแรกของรายการนั้นเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งครีเอทีฟ
คงอยากให้รายการมีความสนุกเพิ่มขึ้น จึงจัดแจงให้เชฟท้าชิง
ออกหน้ามาแข่งขันมาถึง 3 คน และสามคนนี้จะต้องแข่งขันเก็บคะแนน
ก่อนที่จะเข้าสู่รอบกระทะเหล็กต่อไป

การเอาเชฟมีฝีมือมาแข่งขันกับทีมเชฟกระทะแหลกซึ่งก็คือเหล่าดารา
ที่ก็มีฝีมือบ้างและเลยเถิดไปจนถึงไร้ฝีมือไปเลยก็มีมาทำกับข้าว
เลยกลายเป็นเหมือนจำอวดหน้าม่านที่ดูถูกอาชีพเชฟอย่างถึงขีดสุด
คือการเอาดารามาช่วยทำอาหารอาจพอไปวัดไปวาน่าดูได้บ้าง
แต่นี่เอามาแข่งกับเชฟแล้วมาบอกว่าถ้าเชฟแพ้ทีมดาราจะถูกปรับคะแนน
ดูจะเป็นการเยาะเย้ยกลายๆ และทำให้รายการจากเดิมที่ดูมีมาตรฐาน
และมีสาระความรู้ล้นปรี่กลายเป็นรายการที่ไร้ซึ่งสาระไปในทันที

ในรอบที่สองเชฟจะต้องแข่งกันเองพร้อมโจทย์คือทำอาหารให้นักชิม
ที่แต่ละตอนจะไม่แน่นอน อย่างในตอนนี้เป็นนักมวย แต่โจทย์ที่ให้
ดันง่ายดายคือการทำอาหารให้ครบห้าหมู่ ผลคือคะแนนที่ไม่ยุติธรรม
เพราะเอาปากนักมวยเป็นเกณฑ์ในสัดส่วนมากเกินไป คือ 25 ต่อ
คะแนนจากกรรมการ 45 คะแนน ซึ่งการตัดสินแบบนี้จะถามว่า
เหมาะสมไหมก็อาจจะเหมาะสม แต่ไม่ใช่กับการแข่งขันที่ผู้เข้าแข่งขัน
มีมาตรฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแบบนี้

อีกอย่างโจทย์ที่ให้น่าจะสร้างสรรค์และดูต้องคิดมากกว่านี้
อาจจะบอกว่าให้ทำอาหารให้นักมวยโดยที่ต้องไม่มีส่วนผสมของไข่แดง
คาร์โบไฮเดรตต่ำ โปรตีนสูง ห้ามมีส่วนผสมของเนื้อ
แล้วให้แต่ละคนครีเอทเมนูของตัวเองก็น่าจะช่วยทำให้รายการนั้น
สนุกและดูมีสาระมากกว่าที่คิดเอามากๆ ถึงมากที่สุด

ส่วนชั่วโมงหลังถือว่าเวอร์ชั่นไทยทำได้มีมาตรฐานกว่าชั่วโมงแรกมาก
แต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่นมุมกล้องที่ยังไม่โปรฯ
ความละเอียดของกล้องที่สูงเกินไป ทำให้ภาพออกมาดูติดๆ ขัดๆ
ไม่ลื่นไหนน่าดู เสียงพากษ์และข้อมูลที่ให้แก่คนดูที่ยังทำการบ้าน
มาไม่มากพอ (ดีหน่อยที่คุณแม่ช้อยฯ และคุณปิ่นโตเถาเล็ก
สามารถให้ข้อมูลพอกล้อมแกล้มให้รายการดูสนุกสนานได้อีกอักโข)
การจัดแสงที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสีสันของอาหารได้ชัดเจน
จ้ามากจนมองไม่เห็นความร่วนของน้ำซุป เป็นต้น เหล่านี้คือสิ่งที่
ทีมงานอาจจะต้องปรับปรุงอีกมาก และต้องทำการบ้านเพิ่มอีก
หลายเท่าตัว

----------

หากเปรียบเทียบกับมาตรฐานการเอารายการเมืองนอกมาทำของบ้านเรา
หลายรายการทำได้ดีและสามารถดึงเอาแก่นของรายการออกมาได้
ในแบบที่ต้นฉบับทำ อย่างแนบเนียนและน่าชมที่สุด

ยกตัวอย่างแบบง่ายๆ เช่นรายการ The Weakest Link กำจัดจุดอ่อน
ที่บ้านเราเคยลองเอามาทำ ซึ่งทำได้ดีมาก ทั้งระบบแสง มุมกล้อง
หรือแม้แต่กระทั่งตัวพิธีกร วิธีการพูด ซึ่งสามารถทำให้ดึงจุดเด่น
ของรายการออกมาได้อย่างชัดเจน นั่นคือเรื่องของการทำงานเป็นทีม
แต่น่าเสียดายรายการนี้ถูกวิจารณ์ในแง่ของการพูดที่ตรงเกินไป
และหักหาญผู้เข้าแข่งขันจนเกินไป และทำให้คนดูรับวัฒนธรรม
แบบนี้ไม่ได้ จนทำให้รายการต้องลาจอไปในที่สุด

เข้าใจอยู่ว่าใครๆ ก็อยากเอารายการเมืองนอกมาทำ เพราะมันดี
มันขายได้ มันน่าสนใจ มันมีประเด็นที่อยากจะพูด อยากจะนำเสนอ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้จัดไม่เคยคำนึงเลยคือเรื่องของคุณภาพ ก่อนที่จะ
ออกมาสู่สายตาคนดูนับล้านได้นั้นมันต้องผ่านการทดลองและ
ทำความเข้าใจในตัวรายการมาพอสมควร

อย่างเช่น Thailand Got's Talent ของเวิร์คพอยทน์ ก็ต้องผ่านการ
ตรวจสอบเวที มุมกล้อง ระบบแสงสีเสียง รูปแบบรายการ
ถึงขั้นต้องทำเทปเสนอไปยังเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้ประเมินว่า
จะได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่หรือไม่ ซึ่งนั่นทำให้รายการต้องมี
มาตรฐานอย่างคงเส้นคงว่า และต้องทำการบ้านอยู่เสมอ

ในขณะที่บางรายการ เมื่อได้ลิขสิทธิ์มาก็สักแต่ว่าจะทำ
คิดแค่ว่าขอแค่มีดาราดังๆ รูปแบบรายการไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ
ต้นฉบับมากก็ได้ เดี๋ยวคนไทยจะไม่ชอบ แต่หารู้ไม่
ว่าคนไทยก็ชอบแบบต้นฉบับกันอยู่แล้ว ไม่งั้นจะไม่มีกระแส
อยากให้เอามาทำเป็นเวอร์ชั่นประเทศไทยทำไมกัน?

แก่นของรายการ The Iron Chef คือการนำเสนอศิลปะการทำอาหาร
และทำให้ผู้คนทั่วไปที่ได้ชมได้ทึ่งกับศิลปะชนิดนี้ ยิ่งบ้านเรา
เป็นเมืองกินกินกินเก่งเก่งเก่งแล้วไซร์ น่าจะเอาข้อดีตรงนี้มาประยุกต์
และใช้ให้เป็น แต่กลับกลายเป็นว่าเวอร์ชั่นไทยเรา
นำเอามาทำอย่างป่นปี้ และดัดแปลงเสียจนยับเยินแทบไม่เหลือแก่น

เหตุผลสำคัญที่รายการเหล่านี้โด่งดังขึ้นมาได้
หนึ่ง เพราะเค้ารู้ว่าแก่นของรายการที่จะนำเสนอคืออะไร
สอง เพราะเค้าให้เกียรติกับบุคคลทุกอาชีพที่จะมาเข้าร่วมรายการ
ไม่ใช่สักแต่ว่าเอาดารามาเป็นตัวดึงผู้ชมอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบัน
หมดยุคขายหน้าแล้ว ขายความสามารถสิคนถึงจะอยากดูกัน
(ไม่เชื่อไปดูพวกเรียลลิตี้ล่าฝันเดอะสตาร์อะคาเดมี่ก๊อททาเล้นได้)
สาม เพราะเค้าทำการบ้านและหวังใจว่าเทปแรกที่ทำออกมา
จะต้องเป็นเทปที่ดีที่สุดและทำให้คนอยากดูรายการต่อไปเรื่อยๆ

แต่สำหรับ The Iron Chef Thailand คือการกลับตาลปัตรทั้งหมด
ความหวังของผู้ชมถูกทำลายด้วยความคิดที่ยังใช้ไม่ได้ของครีเอทีฟ
นั่นคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของรายการที่ผู้จัดทำจะต้องเอาเก็บ
ไปทำการบ้านให้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่การมาแก้ตัวและบอกว่า
จะปรับปรุงและทำให้ดีขึ้น เพราะนั่นหมายความว่าคุณยังไม่เป็น
Professional ที่ดีพอ

หวังใจว่าในเทปต่อไปจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
โชคดีมากที่รายการเวอร์ชั่นประเทศไทยนี้มีประธานคือคุณสันติ
ที่เชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถมากจนทำให้รายการ
ดูสนุกในแบบไทยๆ (รวมทั้งคุณปิ่นโตเถาเล็กด้วย)

ความหวังฟรีทีวีอาจเลือนลางลงทุกที เพราะมัวแต่มีรายการ
ที่ทำเพื่อแค่ให้ดาราได้มีสถานที่เสนอหน้าออกหน้าจอไปวันๆ
โชคยังดีที่ทีวีสาธารณะและ YouTube Channel ยังพอทำให้
วงการโทรทัศน์และสื่อบันเทิงยังมีความหวังได้บ้าง

ทุกอย่างต้องรอดูและติดตามกันต่อไป

คำพูดสุดท้ายก่อนเข้าโฆษณาที่พิธีกรชอบพูดจึงเป็นสัจธรรมที่สุดแล้ว
ของวงการโทรทัศน์ไทย

"พักชมสิ่งที่น่าสนใจสักครู่"

ถูกต้อง เค้าบอกให้คุณเปลี่ยนช่องไปซะ เพราะสิ่งที่คุณเพิ่งดูกันไปนั้น
ไม่น่าสนใจเลยสักนิดเดียว...


Comment

Comment:

Tweet

ซึ่งก็ถือว่าดึกมากและยังชี้ชวนให้หิวมากอีกด้วยคน และสามคนนี้จะต้องแข่งขันเก็บคะแนนคงอยากให้รายการมีความสนุกเพิ่มขึ้น จึงจัดแจงให้เชฟท้าชิงฟในชั่วโมงแรกของรายการนั้นเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งครีเอทีออกหน้ามาแข่งขันมาถึง 3 asdas

#5 By mighty students essays (103.7.57.18|unknown, 192.168.4.3, 27.126.152.82) on 2013-01-30 07:47

ของฝั่งอเมริกันก็สนุกนะคะopen-mounthed smile

#4 By Kanya on 2012-03-14 00:08

อยากให้เชฟหมีมาแข่งด้วย
ส่วนตัวเราไม่ชอบพี่เสียงบรรยายผู้ชายมากเลย
มันทั้งไม่เนียนและดูเกินมาก (เข้าใจว่ามันซ้ำอัดทีหลัง)
แต่ยิ่งดูยิ่งหิวข้าว

#2 By akira on 2012-02-04 21:29

เมื่อวานเราพลาด ไปทำธุระ กลับมาไม่ทันดูเลย
ว่าจะตามมาดูยูทูบ
คุณวิจารณ์ได้ดีมากเลยค่ะ
มีเหตุมีผล มีทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่โจมตีตำหนิอย่างเดียว
แถมการยกตัวอย่างก็เข้าใจง่าย
รอบทวิจารณ์เทปของสัปดาห์หน้าด้วยนะคะฃ
ส่วนตัวขอไปพิสูจน์ด้วยตัวเองสักหน่อย
Hot! Hot! Hot!

#1 By Nicky on 2012-01-26 12:08