จากงานหนังสือ
posted on 19 Oct 2009 01:16 by heyboibz in DIARY
ขายหนังสือมาได้สี่วันแล้วครับ ผ่านและเผชิญ
คนซื้อจนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการขายหนังสือเลยทีเดียว เจอลูกค้ามา
มากมายหลายประเภท ตั้งแต่ประเภทที่ว่า...
มาสอบถามชื่อหนังสือที่ฟังแล้วน่าจะไปทาง
นวนิยายประเภท ก.สุรางคนางค์ ไม่ก็เลยเถิด
ไปถึง ทมยันตี เสียมากกว่า แต่ที่ผมสงสัยคือ
มาถามบูทอะบุ๊คเนี่ยนะ? ขออนุญาตงงจริงจัง
แล้วลองนึกภาพว่า ถ้าอะบุ๊คเกิดอยากออก
หนังสือประเภทนวนิยายขึ้นมา แฟนนานุแฟน
จะล้นหลามเหมือนบูทแจ่มใสมั๊ย? แล้วอีกอย่าง
จะมีช่องไหนติดต่อเอาหนังสือจากอะบุ๊ค
ไปทำเป็นละครหลังข่าวมั๊ยครับ?
อีกคนที่มาแปลก พี่เค้ามาแบบสวยเช้งและ
ยังแต่งหน้าเด้งวิ้งๆ เดินดุ่มๆ มุ่งตรงเข้ามา
ที่บูทแล้วก็จ้องตาสองดวงของผมพร้อมกับ
คำถามประเภทจริงจังว่า "ร้านนี้พอจะมีหนังสือ
ประเภททอมๆ สับสนๆ ทางเพศมั๊ยคะ?"
... คงรู้นะครับว่าผมรู้สึกยังไง ใช่ครับ โครตงง!
แต่ที่ฮากว่านั้น พี่วิชัยก็อยู่ข้างๆ ผม ซึ่งพี่เค้า
กำลังแจกลายเซ็นให้นักอ่านอย่างบันเทิงเริงใจ
ทำหน้างงๆ เช่นกัน เราสองคนมองหน้ากัน
ก่อนที่พี่วิชัยจะพูดว่า "เอาล่ะ พี่ได้แนวมาเขียน
หนังสือใหม่ของพี่ละ!!!"
เรื่อยมาจนถึงนักอ่านผู้โชคร้าย ที่ถูกพายุมรสุม
โปรโมชั่นอะบุ๊ค 3 เล่มใหม่ 456 บาทและ 4 เล่ม
ใหม่ 599 บาท พัดถล่มเงินในกระเป๋าตังค์จนหลาย
ต่อหลายคนกลับบ้านไปอย่างผู้ประสบภัยพิบัติ
ขอแสดงความเสียใจต่อเงินในกระเป๋าด้วยนะครับ
----------
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดกึก และคิดว่า
จะเอามาเล่าให้ฟังให้คุณๆ ได้ลองเสนอแนะ
ความคิดเห็นหน่อยครับ ว่าเรื่องแบบนี้ควรที่จะ
เป็นไปในแนวทางแบบไหนดี?
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีแฟนคลับของนักเขียนท่านหนึ่ง
สอบถามถึงผลงานใหม่ของนักเขียนคนนี้ที่บูท
ผลเลยแนะนำเล่มล่าสุดที่ทางบูทมี พร้อมแนะนำ
เล่มที่ล่าสุดกว่าแต่อยู่ที่บูทอื่น สิ้นสุดการแนะนำ
ผมก็ได้แอบฟังบทสนทนาของทั้งสองแฟนคลับ
เค้าคุยกันเหมือนจะให้ผมได้ยินครับ ดีตรงที่ผม
ไม่ใช่บรรณาธิการสำนักพิมพ์แต่อย่างใด ถ้าผมเกิด
ได้เป็นขึ้นมา คงนั่งฟังแล้วผงกหัวรับเลิกลั่กแน่ๆ
เค้าบอกว่า "...(ชื่อนักเขียน)... ทำไมเขียนช้าจัง
น่าจะเขียนให้มันไวไวหน่อย ไม่อยากออกหนังสือ
หรือยังไง?"
ในฐานะของคนที่เคยรอคอยและติดตามผลงาน
ของนักเขียนหลายๆ ท่าน ผมเข้าใจความคิดนี้ดี
เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยบ่นเหมือนกันว่า
อยากให้เค้าออกงานเขียนมาถี่ๆ แบบที่ว่า
ถ้าออกได้ทุกฤดูกาลงานหนังสือได้เป็นดี
ผมคิดแบบนั้นมานานมากครับ จนผมได้มีโอกาส
ลองเขียนงานวรรณกรรมขึ้นมาหนึ่งชิ้น
วรรณกรรมที่ว่าคือคอลัมน์ในนิตยสารของโรงเรียน
ยอมรับเลยครับว่าการเป็นคอลัมนิสต์ตอนมัธยมนั้น
เป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์
รวมไปถึงการได้พูดคุยกับคนที่ผ่านการเขียนจริงๆ
มาก่อน จะได้คุยก็แต่กับอาจารย์ภาษาไทย
กว่าจะออกมาได้ซึ่งบทความหนึ่งอย่าง มันต้องผ่าน
กระบวนการมากมายครับ ตั้งแต่เริ่มต้นอยากเขียน
คิดค้นกระบวนการ ลงมือเขียน ปรับแก้ ส่งต้นฉบับ
แค่ในขั้นตอนที่เป็นส่วนของนักเขียนก็ใช้เวลาไป
เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ผมเคยเห็นนักเขียนท่านหนึ่ง
ที่ร้างลาการออกหนังสือไปนานกว่า 5 - 6 ปี เพียงเพื่อ
ไปเขียนหนังสือหนึ่งเล่มให้จบและเป็นที่น่าพอใจที่สุด
แต่ในยุคนี้ ยุคที่วัฒนธรรมการออกหนังสือ ขึ้นอยู่
กับช่วงเวลาของงานสัปดาห์หนังสือแล้ว นักเขียน
กลับออกผลงานมาอย่างถี่ยิบจนน่าตกใจ จนในที่สุด
คำว่า "คุณภาพ" ของผลงานนั้นหายไป
จำได้เลยครับว่า ตอนเขียนคอลัมน์ลงนิตยสารใน
โรงเรียนนั้น แค่คอลัมน์สองหน้าเอสี่ ผมใช้เวลา
เขียนๆ ปรับๆ แก้ๆ ทั้งกับตัวเองและกับอาจารย์
ประมาณสักสามสี่เดือนได้ (นิตยสารออกรายเทอม)
ผมเลยค่อนข้างเข้าใจครับ ว่ากว่าจะออกมาได้
ซึ่งไอเดียหรือความคิดในการเขียนนั้น ต้องผ่าน
กระบวนการมากกว่าแค่คิดออกมาแล้วพิมพ์ลงไป
----------
นักอ่านหลายคนผู้ซึ่งเคยชินกับการติดตามผลงาน
ของนักเขียนบางคน จนออกตัวว่าเป็นแฟนคลับ
คาดหวังไว้ซึ่งการอยากให้นักเขียนคนนั้นออกผลงาน
ตีพิมพ์เป็นเล่มสามเดือนครั้งได้ยิ่งดี
ในความคิดของผม นักอ่านผู้นั้นโครตจะเห็นแก่ตัว
แถมยังไม่เข้าใจถึงความหมายของนักเขียนจริงๆ
นักเขียนคือคนที่ส่งต่อเรื่องราวผ่านตัวอักษร
ที่ต้องกลั่นกรองออกจากความคิด ประสบการณ์
ความรู้ รวมไปถึงเทคนิคทางวรรณศิลป์ ซึ่งแต่ละคน
ก็จะมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไป
หน้าที่ของคนอ่านคือ ซึมซับเอาเรื่องราวและความคิด
ที่นักเขียนพยายามส่งต่อ เพื่อให้หนังสือเล่มนั้น
มีคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด ไม่ใช่หรือ?
แล้วทำไมเราถึงต้องไปเร่งนักเขียน?
---------
นักอ่านทั้งหลายครับ รอหน่อยเถอะครับ กว่านักเขียน
จะออกผลงานมาได้แต่ละชิ้นนั้น เค้าต้องเดินทางผ่าน
กระบวนการต่างๆ เยอะแยะยุ่บยั่บ นี่ยังไม่พูดถึงตอนที่
พอต้นฉบับมาถึงสำนักพิมพ์ บก.อ่านต้นฉบับ ปรับแก้ไข
เพิ่มเติม ปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) รอบแรก ตามมาด้วยการ
จัดหน้า บก.ทบทวนต้นฉบับที่จัดหน้าเรียบร้อยแล้ว
แล้วก็ต้องปรู๊ฟงานอีกที เข้าโรงพิมพ์ แก้ไขม๊อกอัพ
จนที่สุด ก็พิมพ์ออกมาจัดจำหน่าย
เห็นมั๊ยครับ มันต้องผ่านขั้นตอนมากมายสุดๆ กว่าจะ
ออกมาเป็นหนังสือในระดับที่ "ขายได้" สักเล่ม
ส่วนคนที่มีหน้าที่ประเมินว่าหนังสือนั้นมี "คุณภาพ"
หรือไม่ คือตัวผู้อ่านนั่นเอง
ความจริงลองคิดแบบมุมกลับ นักอ่านอาจจะไม่ได้ผิด
ไปเสียทั้งหมด ความผิดน่าจะมาจากสำนักพิมพ์มากมาย
ที่ทยอยส่งหนังสือออกมาสู่แผงอย่างต่อเนื่อง โดยที่
ไม่ได้คำนึงถึงผลตอบรับของผู้อ่านว่าจะมี "คุณภาพ"
หรือไม่ มัวแต่กังวลอย่างเดียวว่าจะ "ขายได้" หรือไม่
จึงไม่แปลกครับ ที่หนังสือประเภท แสกนกรรม ตัดกรรม
พิชิตกรรม บรรลุกรรม จะเกลื่อนเมือง วางแผงตามเซเว่นฯ
จนทำให้เราเอือมระอา เหมือนในยุคก่อนๆ ที่หนังสือ
ประเภทท่องเที่ยวเกลื่อนเมือง แต่เนื้อหาภายใน
กลับไร้แก่นสาร มีแค่คำขวัญ กับที่เที่ยวพร้อมรายละเอียด
แบบลวกๆ ไร้เรื่องราวการเดินทาง และช่องทางที่จะ
ช่วยให้คนอ่านตัดสินใจเดินทาง อย่างที่หนังสือท่องเที่ยว
ควรจะทำหน้าที่ของมันจริงๆ
----------
ในสายตาของคุณคนอ่านทุกๆ วันนี้
คนที่แต่งหนังสือมาให้เราอ่าน
เป็น "นักเขียน"
หรือ "นัก(เร่ง)เขียน" กันแน่?
ผมขอสืบทราบหน่อยครับ :D
อยากให้นักเขียนเขียนกันช้าๆ กว่านี้มากกว่าค่ะ หมุนเงินมาซื้อไม่ทันแล้วนะ ^^ ฮิๆ
ปีนี้ก็อดไปเดินงานอีกแล้วสิ T_T
#1 By เม็ดบ๊วย on 2009-10-19 02:04