คุยกับเฮ่บอย: นักท่องเที่ยวประเทศไทย
posted on 16 Sep 2009 03:01 by heyboibz in TALK

ภาพจากกล้องฟิชอาย ตอนเด็กชายเบนซ์ไปกระโดดโลดเต้นที่ประตูซัย ประเทศลาว
----------
1.
สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าใครเป็นแฟนนานุแฟนของมติชนสุดสัปดาห์
คุณจะได้พบกับคอลัมน์สองหน้าเต็มๆ เกี่ยวกับอำเภอปาย ซึ่งเขียนโดย
คุณ 'ปราย พันแสง เนื้อหาของคอลัมน์เท่าที่ติดตามอ่านมา จะเป็นไปใน
แนวทางที่ว่า ปายเป็นอำเภอที่หลายคนต่างให้ความสนใจ และหมายมุ่ง
จะไปใช้ชีวิตยาวๆ แบบ Long Term ที่นั่นสักพักสองพัก
จากไกด์บุ๊คที่ชื่อว่า Lonely Planet ที่นักเขียน Joe Coming บอกว่า
อำเภอปาย คือเมกกะของนักเดินทาง ที่ต้องหาโอกาศมา 'จาริก' สักครั้ง
ในชีวิต ถ้าเป็นภาษาฝรั่งมังค่า เค้าเรียกกันว่าเป็น Once in a lifetime
'ปราย พันแสง พูดถึงเมืองปายไว้มุมหนึ่งว่า "ฉันเคยมาเที่ยวปาย
หลายครั้ง พบเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่ก็ยังชอบ
มากขึ้นทุกครั้ง ไม่เคยรู้สึกเลยว่า 'ปายมันเละไปแล้ว' อย่างที่
ใครๆ ชอบพูดกัน อาจเป็นเพราะฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยว (Tourist)
ฉันไม่ใช่นักเดินทาง (Traveller) อาจจะเป็นแค่แกะตัวหนึ่ง
ที่ชอบเดินตามตูดแกะตัวอื่นๆ ในฝูงไปอย่างเต็มใจ จึงไม่เคย
รู้สึกอะไรว่าปายมันจะโลว์หรือไฮ จะอินหรือเอาท์"
----------
2.
มุมของผมเกี่ยวกับปาย ปายยังคงเป็นอำเภอที่น่าค้นหา น่าไปลองพัก
แต่คงจะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาว หรือวันหยุดยาวแน่ๆ เพราะผมอยากค้นหา
ปายในแบบที่ปายเป็น ไม่ใช่ในแบบที่คนกรุงมาทำให้ปายเป็น
จากส่วนหนึ่งของบทความของคุณ 'ปราย พันแสง ทำให้ผมฉุกคิดกับ
คำว่า Tourist กับ Traveller ถ้าเอาตามความเข้าใจ ผมคิดว่าสองคำนี้
มีความหมายเหมือนกัน คือคนที่เดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
แต่ผมไม่นึกไม่ฝันว่า จะมาเจอกับความหมายลึกซึ้งในแบบที่ 'ปราย
พันแสงได้นิยามเอาไว้
'ปราย พันแสง นิยามคำว่า นักท่องเที่ยว (Tourist) และนักเดินทาง
(Traveller) ไว้ใน 'ปทานุกรมศัพท์ปาย: ฉบับ 'ปราย พันแสง' ว่า
Tourist = นักท่องเที่ยว คนที่ท่องเที่ยวชั่วครั้งชั่วคราวแล้วกลับบ้าน
ไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติ
Traveller = นักเดินทาง คนที่ไม่ทำการทำงาน เอาแต่เดินทาง
ท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ นานเป็นเดือน เป็นปี บางทีออกเดินทางท่องเที่ยว
แล้วไม่ยอมกลับบ้านเลยก็มี บางคนแต่งงาน ปลูกบ้าน หางานทำใน
แหล่งท่องเที่ยวที่ตนชอบ เช่นในปาย-มีเยอะ
----------
3.
ตอนนี้เด็กชายเบนซ์เป็นนักท่องเที่ยวครับ คือคนที่ท่องเที่ยวชั่วครั้ง
และชั่วคราว ค้างคืนบ้าง แต่ยังไงก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี
นึกย้อนไปเมื่อสมัยม.6 ผมอ่านเจอในหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง
ผู้เขียนเขียนในคำนำเอาไว้ว่า อิจฉาวัยรุ่นชาวตะวันตกมาก เค้าจะใช้
เวลาช่วงหลังจากจบการศึกษา High School เพื่อออกเดินทาง
ท่องเที่ยวค้นหาตัวเอง (เรียกช่วงเวลานี้กันว่า Year Out ครับ)
ในขณะที่เด็กไทยในช่วงอายุเท่ากัน กลับใช้เวลานี้คุ้มกว่า (จริงๆ หรือ?)
ในการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อเอาบัตรผ่าน
ไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต
มองภาพกว้าง ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองไทย เราจะพบ
นักเรียน High School จากประเทศฝั่งตะวันตกมากมาย เดินทาง
แบกเป้แบบ Backpacker ถือไกด์บุ๊ค Lonely Planet บ้างมาคนเดียว
บ้างมาเป็นคู่ เป็นกลุ่ม แต่เป้าหมายของทั้งหมดทั้งมวล คือการได้
ออกมาจากกรอบความจำเจเดิมๆ ของชีวิต มาพบกับความแตกต่าง
เจอะเจอมิตรภาพ ก่อนตัดสินใจว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปในทางไหน
เด็กฝรั่งเลือกทางเดินชีวิตผ่านการเดินทางท่องเที่ยว
ในขณะที่เด็กไทยเลือกทางเดินชีวิตผ่านคณะวิชาที่สนใจ
ไม่ได้บอกว่าการเลือกทางเดินแบบเด็กไทยมันไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่า
มันอยู่ในกรอบเกินไปมั๊ย? ระหว่างเลือกคณะที่สนใจ 30 กว่าคณะ
กับเลือกประเทศที่จะไป 150 กว่าประเทศ ตัวเลือกแบบไหนน่าสนุก
กว่ากัน? ผมเชื่อว่าวัยรุ่นหลายคนตอบได้
----------
4.
ขนบ ธรรมเนียม ระบอบ ประเพณี สมัยนิยม ล้วนเป็นสิ่งที่กำหนด
ทิศทางชีวิตของเด็กไทยทุกยุคทุกสมัย หายากนะครับที่พ่อแม่จะ
บอกกับลูกว่า จบ ม.6 อย่าเพิ่งเลือกคณะที่เรียนนะ ออกไปเจอโลก
กว้างก่อน แล้วค่อยกลับมาเลือกทางของตัวเอง
เมื่อพ่อแม่แบบที่ว่านั้น หายากจนแทบจะไม่มีเสียด้วยซ้ำ แล้วเราจะ
ทำอย่างไร กับชีวิตที่ต้องหันเหด้วยวิธีการแกมบังคับของสังคม
เพิ่งเข้าใจคำว่าเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยก็วันนี้นี่เอง
ผมจึงเลือกวิธีการ 'ขบถ' กับระบอบธรรมเนียมของชีวิต ด้วยการ
ริและลองแบกเป้เดินทางท่องเที่ยวดูบ้าง แม้มันจะช้าไป แต่ผมว่า
บางทีการท่องเที่ยว เป้าหมายอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกเส้นทาง
ให้ชีวิตเสมอไป สิ่งที่ผมอยากก็แค่ออกไปเปิดหูเปิดตา ไปพบว่า
โลกที่อยู่ภายนอกห้องเรียนเป็นอย่างไร โลกแห่งความจริง
โลกที่ไม่ได้อยู่ในตำรา มันหนาสักกี่หน้ากัน
สำหรับผมแล้ว ตัวเลือก 150 กว่าตัวเลือกอาจจะเยอะไป ผมจึง
จัดการย่อยมันลงมา แบ่งออกเป็น 76 ตัวเลือกแทน ถูกครับ
เมื่อเราไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดที่สามารถตีตั๋วไปเริงร่าถึงเมืองนอก
และเมืองนาได้ ก็คิดซะว่า แค่ข้ามเขตแดนจังหวัดตามแผนที่
ของกรมการปกครอง อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าอยู่อีกประเทศ
หนึ่งเลยก็ได้
จากประเทศกรุงเทพฯ ไปประเทศเชียงใหม่ ประเทศลพบุรี
ประเทศเพชรบุรี ประเทศโคราช ฯลฯ แต่ละประเทศที่ว่ามา
ไม่เหมือนกันเลยสักนิด อันนี้ผมขอยืนยันนั่งยันนอนยัน
การท่องเที่ยวต่างประเทศไทยของผมนั้น ทำให้ผมได้ริและลอง
สิ่งแปลกใหม่มากมายกว่าที่คู่มือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
จะบอกได้ การได้ลองไปนอนโฮมสเตย์กับชาวบ้านแล้วรับรู้ถึง
วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ต้องสัมผัสเอง
การอ่านคู่มือเป็นเพียงแค่คำบอกเล่าจากนักท่องเที่ยวคนอื่นเท่านั้น
ถ้าคุณไม่ลองเป็นนักท่องเที่ยวดู คุณจะไม่รู้เลยว่า การได้ลองโบกรถ
มันเป็นยังไง การได้ลองแว้นมอเตอร์ไซคล์มันเป็นยังไง การได้ชิม
อาหารพื้นบ้านแปลกๆ มันอร่อยขนาดไหน รวมไปถึงการได้มองวิว
ทิวทัศน์ในมุมที่มากกว่าการกางหนังสือสองหน้าคู่มันอลังการยังไง
ทั้งหมดนี้ เกิดจากการออกท่องเที่ยว
----------
5.
ในใจผมก็อย่างเป็นนักเดินทางมากกว่านักท่องเที่ยว อยากเดินทาง
เพื่อหาที่พักพิงที่ชีวิตอยากและต้องการจริงๆ อาจจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ
สักที่ในประเทศไหนประเทศหนึ่งของไทยก็ได้ ไม่มีทางรู้ได้เลย
แต่ในบางวูบของความคิด ผมก็อยากเป็นนักท่องเที่ยวแบบนี้ดีกว่า
ไม่คงไม่ชอบอยู่ที่ไหนนานๆ เพราะผมยังเชื่อว่าทั้งชีวิตของเรานั้น
ออกไปเปิดหูเปิดตาสักร้อยที่พันที่ยังไงก็ไม่มีทางครบหรอกครับ
ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำที่หลายคนว่าไว้ ที่หมายถึงการเชี่ยวชาญไปมา
แล้วทุกที่ทุกแห่ง จะยังเป็นนิยามต่อไปไม่มีวันจบครับ
นักท่องเที่ยว คือนักแสวงหา เราจะยังคงแสวงหาที่เที่ยวใหม่ๆ
ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ จนถึงวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าพอ ซึ่งผมมองว่า
เราจะไปมัวตั้งหน้าตั้งตาคอยวันนั้นไปทำไมกัน มีเวลาเที่ยวอีกตั้ง
เยอะแยะตาแป๊ะไก่ เอาเวลามานั่งลิสท์ที่ที่อยากไปดีกว่าครับ
----------
(บางส่วนของบทความ จากคอลัมน์ 'ปราย พันแสง
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1517 11-17 กันยายน 2552)
(บทความนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับลาวเลยสักนิด แต่ที่เอารูป
ที่ถ่ายที่ลาวมาลงเพราะ มันเท่ห์ดี :P)
(ช่วงนี้อาจจะอัพบล๊อคน้อยนะครับ ท้ายเทอมแล้ว
ต้องเร่งสปีดตัวเองพอสมควร งานเยอะได้ที่ เป็นที่
สนุกสนานตามประสาเด็กปีสี่ จะจบแล้ว เฮ้ยยย!!!)

#1 By mintd*-* on 2009-09-16 04:30