(เมรุวัดที่อุดรธานี เมรุเดียวกับที่ใช้เผาปู่ของผมครับ)

1.
เมื่อวันก่อน เพื่อนผมสมัยมัธยมคนหนึ่ง ชื่อนิว
โทรหามาผมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด และบอกกับผมว่า
แม่ของต่าย เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่ผมติดตามอาการอยู่เป็นระยะๆ
เสียชีวิตแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ตอนเที่ยงๆ

เมื่อวานนี้ ผมโทรไปหาต่ายครับ แต่น้ำเสียงปลายสาย
ไม่ได้เป็นเสียงของการฟูมฟาย สะอึกสะอื้น
หรือโวยวายพร่ำเพ้อแต่อย่างใด ก่อนที่ผมจะถามคำถาม
ไปว่าทำไมถึงได้อารมณ์ดี ทั้งๆ ที่แม่ตัวเองเสียแท้ๆ
ต่ายก็ให้คำตอบ มันบอกว่า แม่ไปดีแล้ว รู้สึกดีด้วยซ้ำที่แม่ไป
เพราะอยู่ไปก็ทรมาน สงสารแม่

...แต่ละคน ก็มีวิธีรับมือกับความตายคนละแบบ

----------

2.
จะว่าไปเรื่องราวของเพื่อนคนนี้เป็นเรื่องที่น่าจดจำ
เอาไว้เป็นกรณีศึกษาครับ เพราะพ่อของต่าย
เสียชีวิตไปตอนที่พวกเรายังเรียน ม.6 กันได้ไม่ถึง
เดือน จำได้ว่าตอนนั้นต่ายในตอนนั้นเงียบมาก
มันบอกกับผมทีหลังว่ามันร้องไห้ไปหลายวัน
ฟูมฟายกับการจากไปของพ่อมาก เพราะมันกระทันหัน
จนมันแทบจะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย

จนมาถึงกรณีของแม่ แม่ของต่ายป่วยเป็นมะเร็ง
รักษามาหลายที่ครับ ตั้งแต่ที่โรงพยายาลอำเภอ
ไปพิษณุโลก เข้ามาโรงพยาบาลรามาฯ ที่กรุงเทพ
ก็ไม่หาย (โดนโรงพยาบาลไล่กลับ โดยบอกเป็น
เชิงๆ ไล่ว่า เตียงไม่พอ จึงย้ายห้องบ่อยมาก
เดือนหนึ่งนับได้สี่ห้าครั้ง แถมยังเลื่อนการผ่าตัด
จนผมยังสงสัยทุกวันนี้ว่า มะเร็งเลื่อนผ่าตัดได้ด้วย?)
ในที่สุดก็ต้องกลับมาบ้าน

ต่ายต้องดร๊อปเรียนเพื่อมาดูแลแม่ครับ
ครอบครัวนี้ตอนนี้มีแค่สามชีวิต คือแม่ ต่าย
และพี่สาวต่าย เป็นสามชีวิตที่ผมได้คุยแล้ว
ผมว่ารักกันดีกว่าครอบครัวใหญ่บางครอบครัวเสียอีก
ต่ายเคยระบายตอนลงมากินข้าวที่โรงอาหารด้านล่างว่า
ถ้าแม่มันตายไป มันก็คงไม่เหลือใครแล้วนอกจากพี่มัน

ผมถามคำถามเรื่องที่ว่า แล้วถ้าแม่มึงเกิดตายขึ้นมาจริงๆ ล่ะ
วางแผนชีวิตไว้ว่าอย่างไรบ้าง? มันบอกว่า ก็กลับมาใช้ชีวิต
ตามปกติที่กรุงเทพฯ เรียน ทำงาน หาเงิน แต่งงาน
ใช้ชีวิตในแบบที่ไม่มีพ่อแม่ มีแต่พี่ไง ก็จริงของมัน...

ตอนที่เอาแม่กลับมาที่บ้าน เพราต่ายมองว่า เอาแม่กลับมา
บ้านดีกว่า อยู่โรงพยาบาลก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย
อยู่โรงพยาบาลที่นี่ เปลืองเงินเปล่าๆ

พอกลับมาบ้านก็เจออีกหนึ่งปัญหา คือเรื่องญาติครับ
คือช่วงที่เพื่อนผมคนนี้เอาแม่มารักษาที่กรุงเทพฯ
เรื่องค่าใช้จ่าย ก็อาศัยหยิบยืมจากญาติมาก่อน
พอพาแม่กลับมาบ้านรอบหลัง ญาติกลับจะขอเงินคืนครับ
แถมไม่แยแสใยดีใดๆ เลย ซึ่งผมว่ามันน่าเกลียดมาก

เพื่อนผมถึงขั้นบอกว่า ถ้าแม่ตายไป จะไม่กลับมาที่นี่
อีกเลยเด็ดขาด ไม่เชื่อเลยว่าญาติจะทำกันแบบนี้ได้
เงินสี่หมื่นที่ติดหนี้ไป เพื่อนของเพื่อนผมเป็นคนช่วยครับ
เรียกได้ว่ากัลยาณมิตรมีจริงทุกที่

จำได้ว่าตอนนั้นต่ายทุกข์มาก ถึงขั้นที่ว่าผมโทรไป
ต่ายบอกกลับมาว่า ยังไม่พร้อมคุยนะ ไว้วันหลัง
จนผมได้รู้เรื่องทั้งหมดมาจากพี่มด พี่ที่เรียนซ้ำ ม.6
พร้อมกับกับพวกผม พี่มดคือคนที่ทั้งห้องนับถือมาก
เพราะพี่แกประสบปัญหาชีวิตเยอะกว่าต่ายมากครับ
ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง

วันพฤหัสนี้คือวันเผาแม่ต่าย ผมไปไม่ได้เพราะมีเรียน
แต่จะไปวันศุกร์แทน ไปเก็บกระดูก ทำบุญ แล้วก็พูดคุย
กับต่ายนิดหน่อยให้หายคิดถึงมัน (ขนาดวันที่ผมโทรไป
เป็นวันงานศพ แต่ผมคุยกับต่ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คุยกันจ๊ะจ๋าคะขาสนุกสนานมาก จนผมยังแปลกใจตัวเอง)

----------

3.
จะว่าไปนั่นคือวิธีรับมือกับความตาย ในแบบของต่ายครับ
คือการเข้าใจและยอมรับมัน ทุกข์เป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามา
เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อทุกข์แล้ว ก็จะตามมาด้วยสุข
หรือเมื่อสุขแล้ว ก็จะตามมาด้วยทุกข์ เป็นสัจธรรมที่สุด

แต่วิธีการรับมือกับความตายในแบบของผมนั้น ถือว่า
แปลกและผมจะจดจำมันไว้ไปจนตัวผมเองนั้นตายเลย
คนที่ตายในตอนนั้น คือปู่ของผมครับ

ปู่ของผมก่อนที่จะป่วยหนักนั้น สภาพร่างกายแข็งแรง
ทุกๆ ปี ผมจะเดินทางไปอุดรธานี เพื่อไปที่บ้านปู่
ไปทำบุญ ช่วงแรกๆ คือไปทำบุญให้ย่าครับ เพราะย่า
จากไปก่อนปู่นานมาก สักสิบกว่าปีเห็นจะได้ ผมจำได้
แค่ว่าไปอุดรครั้งที่จำความได้ ก็ไปทำบุญให้ย่าแล้ว

ผมไม่เชิงสนิทกับปู่มากครับ เพราะนานๆ ทีเจอกัน
3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง จำได้ว่าปู่ผมชอบไปเที่ยวมาก
ใช้ชีวิตเกษียณคุ้มค่าสุดๆ ไปมาหมดแล้วครับ อินเดีย
สหรัฐอเมริกา อียิปต์ หรือแม้กระทั่งแอฟริกาใต้
(ตอนนั้น ลุงผมเป็นคณะเอกอัคราชทูตไทย ฝ่ายพานิชย์
ประจำแอฟริกาใต้ ปัจจุบัน เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน
เรื่องส่งออกข้าว ขึ้นกับลุงผมเป็นหลักเลยครับ :P)

ประโยคที่ผมจำได้ชัดที่สุดจากปู่คือ 'เก่งมาก'
เพราะตอนนั้นปู่รู้ว่าผมสอบชิงทุนไปต่างประเทศ
ได้ที่สาม (แต่ก็ไม่ได้ไป เพราะตอนนั้นไม่มีเงิน)
แล้วหลังจากนั้นผมก็แทบไม่ค่อยได้คุยกับปู่เลย

จนผมได้ข่าวว่าปู่เข้าโรงพยาบาลครับ ตอนแรกดูจาก
อาการแล้ว ป่วยไม่หนักมากครับ ปู่ยังคุยได้แต่เสียง
จะเบาจนต้องเงี่ยหูฟัง ผมก็ไปเยี่ยมปู่ที่อุดรที่โรงพยาบาล
ได้แค่ครั้งเดียว แล้วก็กลับมาเรียนประถมตามปกติ

จนอีกสองเดือนถัดมา ปู่ผมป่วยหนักมากครับ ถึงขั้นที่ว่า
พ่อผมจะได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวตลอด รายงานอาการปู่
เป็นระยะๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่ว่า

พ่อผมต้องลาโรงเรียนไปเกือบเดือนครับ เพื่อไปดูแลปู่
อย่างใกล้ชิด ผมและแม่ก็ต้องขับรถไปกลับอุดรกันสองคน
(แน่นอนว่า แม่ขับ ส่วนพี่สาวผมไปเรียนที่ขอนแก่น
และอยู่กับญาติที่นั่นครับ) จนถึงช่วงปิดเทอมเมษายน
ผมถึงได้ไปอยู่ที่อุดรเกือบสองอาทิตย์เพื่อดูอาการปู่

พ่อ ป้านิด อาตู่ อาดวง ลุงนาย ตัดสินใจเอาปู่กลับมาจาก
โรงพยาบาลครับ เพราะหมอบอกชัดเจนแล้วว่า ยังไงก็ต้องไป
สภาพปู่เมื่อผมเห็นตอนมาถึงอุดรก็คือ ปู่นอนอยู่พร้อมสาย
อ๊อกซิเจนระโยงระยาง ตอนนั้นปู่ยังรู้สึกตัวครับ แต่น้อยมาก

แล้วพวกเราทั้งตระกูลวิเศษน้อยก็นอนที่บ้านปู่ที่อุดร
กันอย่างรู้จุดหมาย คือทุกคนค่อนข้างมั่นใจ และทำใจได้แล้ว
ว่ายังไงปู่ก็ต้องไปแน่ๆ พวกพ่อแม่ลุงป้าน้าอาของผมจะนอน
กับปู่ที่ชั้นล่างของบ้านครับ ส่วนเด็กๆ อย่างพวกผมก็จะนอนกัน
ตามห้องเล็กห้องน้อยในบ้าน (บ้านนี้คือบ้านปู่และป้า
ป้าจะนอนชั้นล่างพร้อมครอบครัว ส่วนปู่จะนอนชั้นบน
ห้องที่เหลือที่ห้องว่างเอาไว้นอนกันตอนมาทำบุญประจำปี)

จนมาถึงช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปู่ ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเองดี
ก็จะเริ่มทำการเตรียมงานศพครับ สำหรับเด็กอย่างผมแล้ว
นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากครับ ที่จัดงานศพเตรียมไว้
ทั้งๆ ที่คนคนนั้นยังไม่ตาย มันเป็นเรื่องยากนะครับ
แต่คงเพราะว่าญาติๆ น่าจะทำใจกันได้แล้ว

นึกภาพว่าบริเวณลานบ้านด้านนอก ก็จะเริ่มกางเต๊นท์
ส่วนครัวหลังบ้าน ก็จะมีลุงๆ ป้าๆ ที่สนิทกันกับปู่
มาช่วยกันทำกับข้าวรายวัน ประหนึ่งว่ามันคืองานบุญ
(ความจริงช่วงที่ผมมาทำบุญให้ย่า บรรยากาศก็จะ
เป็นประมาณนี้ครับ เพราะปู่กับย่าผมเป็นคนที่ย่าน
นี้จะนับถือกันมาก เพราะท่านทั้งสองเป็นครู ลูกของ
ปู่กับย่าก็เป็นครูกันไปสี่ห้าคน รวมทั้งพ่อผมด้วย)
ในขณะที่ด้านในคือเตียงนอนของปู่ และพวกผม
กำลังหมั่นดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ปู

เชื่อมั๊ยครับ ว่าพวกผมจะต้องไหว้ปู่ทุกครั้งก่อนนอน
และทุกครั้งที่ไหว้ ทุกคนก็จะร้องไห้ เหมือนกับว่า
ไม่รู้ว่าปู่จะไปตอนไหน แต่อย่างน้อยก็ขอให้จนกว่า
ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตปู่

จนในที่สุดปู่ก็จากไป ผมตื่นมาพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น
ร้องไห้ของญาติๆ ในขณะที่ตัวผมได้แต่ยืนทื่ออยู่เฉยๆ
ครับ... ผมไม่เคยเห็นคนตายต่อหน้ามาก่อน พ่อผมบอก
กับผมว่า ให้ไปไหว้ปู่ครั้งสุดท้ายซะนะ ก่อนที่ตอนเย็น
ปู่จะเปลี่ยนที่นอนจากเตียงนอนไปเป็นโลงศพ

จำได้ว่าตอนนั้นร้องไห้โฮเลยครับ

เมื่อมีคนตาย ตามวัฒนธรรมไทย ลูกหลานก็จะต้อง
ทำการบวชหน้าไฟ ตอนนั้นนึกแล้วก็ขำตัวเอง
ผมดึงดันว่าจะไม่บวชหน้าไฟครับ เพราะกลัวว่า
จะต้องนอนวัด!!! จนแม่ต้องมาอธิบายว่า
บวชหน้าไฟทำยังไงบ้าง ผมจึงยอม (แถมพอมารู้
ทีหลังว่า บวชแล้วได้เงินใส่ซองด้วย ผมยิ่งชอบ
...โถ เด็กหนอเด็ก)

นึกถึงตอนบวชก็ได้เรื่องขำๆ มาหนึ่งเรื่อง มีป้าที่มาร่วมงานศพ
ตอนที่อยู่ในขบวนแห่ผมอยู่บนรถคันที่มีโลงศพปู่อยู่ครับ
รถคันนั้นคือรถของพ่อผม รถกระบะนั่นเอง และแน่นอนว่า
ตามความเชื่อของคนไทย เกือบทั่วประเทศ มักจะดูเลข
ทะเบียนรถว่าทะเบียนอะไร ถูกต้องงง เอาไปแทงหวย!
และเชื่อหรือไม่? หวยออกตามทะเบียนรถเลยครับ
เรียกได้ว่าปู่ผมทำคนรวยได้เป็นร้อย

พิธีการจัดอย่างสมเกียรติครับ คนเด่นคนดังมาร่วมงานคับคั่ง
ผู้ว่าอุดรธานีก็ยังต้องมา แถมยังได้ไฟพระเพลิงจากราชินีด้วย
ถือว่าเป็นงานใหญ่ของอุดรเลยก็ว่าได้ นอกจากผมแล้ว
ลูกหลานที่มาบวชหน้าไฟปู่นับได้เกือบ 20 แน่ะครับ

พอจบพิธีการก็ถึงตอนเผา จำได้ว่าตอนนั้นคลั่งมากครับ
คลั่งเพราะกลัวจะไม่ทันเผาปู่ ต้องมาคอยพิธีสึกอีก
ผมถึงขั้นรีบเปลี่ยนชุดโดยที่ไม่ได้เข้าพิธีแต่อย่างใด
(คนแก่ๆ เชื่อว่าถ้าออกจากการบวชโดยไม่ได้สึก
จะมีเคราะห์ร้ายครับ) แต่ในที่สุดก็ต้องรีบทำพิธีกัน
พระท่านคงสงสารไอ้เด็กคนนี้ ร้องไห้จะเป็นจะตาย

หลังจากศึก ตอนที่วิ่งไปหาปู่ เป็นอะไรที่สุดๆ มากครับ
วิ่งแบบไม่คิดชีวิต กลัวจะไม่ทันเผาปู่ แต่ก็ทัน ทันเห็น
หน้าปู่ครั้งสุดท้ายจริงๆ เห็นทุกกระบวนการก่อนตาย
ตั้งแต่ล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าว แต่งหน้าศพ บลาบลาบลา
จนถึงตอนเผา ตอนนั้นยังคิดเลยว่า ปู่จะร้อนขนาดไหน?

วันต่อมา ผมก็ต้องไปเก็บกระดูกปู่ครับ แล้วก็มีความเชื่อ
อีกอย่างเกิดขึ้นตอนเก็บกระดูก ญาติบอกว่า ถ้าเด็ก
คนไหนเก็บกระดูกฟันปู่ได้ ชีวิตจะเจริญเรียนจะเก่ง
จากนั้นเหมือนมีเควสครับ ลูกหลานต่างเล่นเควสเก็บกระดูก
จนได้ฟันกันไปคนละซี่สองซี่ (ผมเก็บได้สองซี่)
แล้วก็เอากระดูกมาทำบุญต่อไป

ช่วงเวลาที่เหลือคือการเก็บงาน นับเงินในซอง รวมไปถึง
แบ่งมรดก (เรื่องนี้ผมขอไม่พูดถึง เรื่องของผู้ใหญ่เค้า)
จำได้ว่าสามวันทีเหลือของผม คือการเที่ยวครับ
การเก็บงาน นับเงิน และอื่นๆ จะใช้เวลาช่วงเย็นกัน
ช่วงเช้าและบ่ายคือช่วงพักผ่อน ลุงป้าน้าอาของผม
ก็จะนั่งเล่นอยู่บ้าน เก็บของในห้องปู่ให้เรียบร้อย
(ห้องของปู่ผม ณ เวลานี้ ยังคงเหมือนครั้งที่ปู่อยู่ครับ)

ส่วนพวกผม เที่ยวสิครับ ไปกันหมดทุกที่ในอุดร
บ้านเชียงเอย หนองประจักษ์เอย ภูพระบาทเอย
ที่ใกล้บ้านสุดก็ต้องนี้ครับ บ้านนาข่า เหมาะสำหรับ
คนรักผ้าไหมมากๆ ส่วนผมที่ชอบกันก็คือ ตลาดท่าเสด็จ
ที่หนองคาย ขนมเยอะได้โล่ เรียกว่าผมแปลกใจ
เพราะเมื่อวานเพิ่งเศร้าไปหมาดๆ วันต่อมาร่าเริง
และแจ่มใสขึ้นมาซะงั้น

----------

4.
หลังจากปีนั้น ทุกๆ ปีผมยังคงไปอุดรครับ แต่ไปทำบุญ
ให้ทั้งปู่และย่า ยิ่งพักหลังๆ เด็กๆ มาเรียนกรุงเทพฯ กันหมด
เวลาไปอุดรทีจะอารมณ์เหมือนคาราวาน รถสามสี่คัน
บรรจุคนกันไปอย่างสนุกสนาน

ปีล่าสุดที่ไปคือปีก่อนนู่นครับ ปีนี้ผมไม่ได้ไป เพราะติดเรียน
ปีก่อนที่ผมไปอุดร จะตื่นตาตื่นใจมาก เพราะอะไรๆ ก็เปลี่ยน
ถนนหนทางเอย ห้างสรรพสินค้าเอย (ผมไปห้างมาแล้วสี่ยุค
ยุคเจริญศรีสามชั้น ยุคเจริญศรีคอมเพล็กซ์ ยุคโรบินสัน
และยุคล่าสุด ยุคเซ็นทรัลพลาซ่า อุดรธานี) ร้านค้าเอย ฯลฯ
เปลี่ยนไปหมดครับ

แต่พอเข้ามาที่วัด ทุกอย่างยังคงเดิม แปลกตรงที่ตอนนี้
สถูปของย่า มีกระดูกของปู่รวมเข้าไปด้วยอีกคน
ทั้งสองท่านคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขบนสวรรค์ :D
ทุกๆ ปีนอกจากที่เราจะมาทำบุญให้ย่ากับปู่แล้ว
เรายังมีหน้าที่ในการทำความสะอาดสถูปของทั้งสองด้วย
ปีละครั้งเหมือนจะนาน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำนะ


(รวมญาติที่หลังวัด ตรงสถูปของปู่กับย่า)

...

คนเราแต่ละคน มีวิธีรับมือกับความตายที่แตกต่างกันออกไป
บางคนพร้อมที่จะเจอกับมัน ในขณะที่บางคนทำใจไม่ได้
เพราะความตายได้พรากเอาคนที่เรารักไป รวมไปถึงชีวิต
ของเราเองด้วย

ผมมองว่าความตายเป็นเรื่องที่ทุกชีวิตต้องเจอครับ
และเราก็ไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ด้วย ใครจะรู้ว่า
หลังจากพิมพ์เอ็นทรี่นี้จบผมอาจจะถูกไฟจากคอมพิวเตอร์
ดูดตายเอาก็ได้ ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ที่ผมรู้คือ
ผมได้ทำอะไรเอาไว้บ้างก่อนตาย และวันต่อๆ ไป
หากผมได้มีชีวิตอยู่ ผมจะทำอะไรต่อไปดี

ผมแค่มาชวนคุณๆ ให้พร้อมและยอมรับครับ
ยังไงเราก็ต้องตาย แต่แทนที่จะไปรักตัวกลัวตาย
เอาเวลานั้นมาคิดกันดีกว่า ว่าเราจะปรนเปรอชีวิต
เราอย่างไรดี เพื่อให้เรารู้สึกดีที่สุดก่อนตาย

ผมเคยอ่านหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งครับ
จำได้ลางๆ ว่าเป็นของวัดป่าอนาลโย ที่อุดรธานี
มีหน้าหนึ่งที่พระท่านพิมพ์ลงไปเป็นถ้อยคำสั้นๆ
แต่ผมว่ามันกินใจดี

"ความตายไม่อยู่กับเรานาน
แต่สิ่งที่อยู่กับเรานานคือความดีต่างหาก"

----------

แถม!!!

พ่อผมเองแหละ!!!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถึงจะเป็นเอนทรี่ที่ยาว ,แต่อ่านทุกบรรทัดเลยค่ะ

เพราะเมื่ออายุมากขึ้นเนี่ย งานที่เราได้ไปถี่ขึ้น
คืองานศพ ไม่ว่าจะเป็นใครที่มีความสัมพันธ์ในชีวิต
ยังไงก็ตาม ,

ไม่นานมานี้เพื่อนพ่อไม่สบาย ,แล้วต้องไปเยี่ยม
เลยบอกกับพ่อว่าให้รักษาสุขภาพนะ
ลูก ๆ ยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณเลย ,ทุกวันนี้ก็ยังต้องเป็นภาระให้พ่ออยู่

ไม่รู้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง จะรับมือไหวหรือเปล่า
...

#1 By caffeineaddict on 2009-08-25 12:07

ทุกคนมีวิธีคิดและวิธีมองโลกต่างกันเนาะ..และที่สำคัญความเข้มแข็งของแต่ละคนก็ต่างกันด้วย..big smile

#2 By Kiss The Rain on 2009-08-25 12:17

Hot!

เกิดกับตาย เป็นธรรมดาธรรมชาติของทุกชีวิต
เพียงแต่คนส่วนใหญ่เอาการเกิดไปผูกไว้กับความสุข
ในขณะที่ความตายถูกเขี่ยไปรวมกับความทุกข์
ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งการเกิดและความตายไม่มีอารมณ์ในตัวเอง
มนุษย์เราต่างหากที่ตีความไปต่างๆ นานา

หากเรามองเห็นคุณค่าของการเกิด เกิดมาแล้วทำคุณความดีเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่เกิดมาอย่างไร้ค่า เมื่อถึงเวลาที่ความตายมาพรากชีวิต สิ่งดีๆ ที่เคยทำไว้นั่นแหละจะย้อนให้เรารำลึกถึง ความสุขจะบังเกิดขึ้นในจิต ณ ขณะห้วงสุดท้ายก่อนจะลาจากไป ความตายจึงเป็นความสุขสุดท้ายที่เราจะได้รับ

มองเห็นอย่างนี้ ความตายจึงไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นความตายของคนรอบข้างหรือแม้แต่ของตัวเราเองก็ตาม ขอเพียงเรายอมรับความเป็นธรรมดาเสียได้ ทุกอย่างก็ลงตัวครับ

บุญรักษาครับ


big smile

#3 By รัตนาดิศร on 2009-08-25 12:19

Hot!

การมองโลกกับการรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆล่ะค่ะ

เกิด แก่ เจ็บ ตายก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องพอเจออยู่ทุกวัน........ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมือกับมันได้ดีขนาดไหนสินะค่ะbig smile
อบอุ่นและสวยงาม...Hot! Hot!


รูป Fish's eye view สวยครับเบ๊นซ์

Hot!

#5 By tongg on 2009-08-25 12:30

รู้สึกดีกับความตายมากขึ้น Hot!
ต้องยอมรับและพร้อมที่จะเจออย่างมีความสุข

#6 By ไอ้แป้น : i-phan on 2009-08-25 12:45

อ่านแล้วน้ำตาไหล

#7 By julluj on 2009-08-25 12:56

เป็นเรื่องที่ดีครับ ไม่มีคำบรรยายอะไรให้มาก แต่ผมบอกเลยว่าอ่านแล้วรู้สึกดี

ผมไม่กลัวหากวันหนึ่งผมต้องจากโลกนี้ไปนะ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเดินทางไปคนเดียว
แต่ผมกลัวมากกว่า ถ้าหากผมมีชีวิตอยู่ แล้วต้องเห็นคนที่รักที่สุดในชีวิตจากเราไป ทิ้งไว้แต่บ้านที่วังเวง...

#8 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-08-25 13:11

ไม่ค่อยกลัวที่จะตายเหมือนกันค่ะ ...
แค่บางทีรู้สึกว่า ยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำแล้ว ยังไม่อยากตาย
อร๊ายย
รู้ชื่อป๊ะป๊าหมดเลยยย !!!

(เลยวัยล้อชื่อพ่อมานานแค่ไหนแล้วนี่ question )

อ่านแล้วปลง
เราควรจะมีความสุขในทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมา
ให้สมกับมีชีวิตอยู่เน๊อะ big smile

#10 By ploilek on 2009-08-25 14:00

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน...

(เกี่ยวมั้ย? แต่คนตายคงไม่ได้อ่านจริง ๆ นิ)

อ่านแล้วคิดถึงญาติเราที่อยู่ในช่วงชรา

มีโอกาสต้องไปเยี่ยมเยี่ยนกันหน่อย...big smile
ตอนเด็กก็บอกว่าเจริญเติบโต
แต่พออายุมากขึ้นก็เดินทางใกล้ความตายทุกขณะ
รู้เรื่องตายก่อนตาย ก็ดีค่ะsad smile confused smile

#12 By peewa on 2009-08-25 16:35

Hot! แม้จะรู้ว่านี่คือธรรมดาของชีวิต..
แต่.. ก็ยังแอบรู้สึกกลัวความตาย..
ไม่ใช่สิ หากพูดกันจริงๆแล้ว คนเราไม่ได้กลัวความตายนักหรอก
แต่.. กลัวไม่ได้อยู่กับคนที่เรารักอีกต่อไปแล้วมากกว่า

#13 By Nancy อารมณ์ดี on 2009-08-25 16:35

อ่านจนจบเลย..

ความตายไม่อยู่กับเรานานจริงๆ
ขึ้นอยู่กับว่าตอนเรายังอยู่ ได้ทำความดีให้ตัวเอง และคนอื่นมากแค่ไหน.. big smile

ถึงจะรู้อย่างนี้ ด้วยความเป็นปุถุชนก็มียึดติดบ้าง มีรักโลภโกรธหลงบ้าง ได้แต่หวังว่ามันจะเบาบางลงไป เมื่อเวลาของเรามาถึง จะได้ยิ้มรับมันได้อย่างดี big smile

#14 By แอ้ on 2009-08-25 17:09

วันนี้วันเดียว ได้ยินเรื่องประมาณนี้ มา 3 เรื่อง

ความตายมันใกล้เรากว่าที่คิด

เตรียมพร้อมไว้เป็นดี

...

#15 By ecOnuizer on 2009-08-25 17:13

Hot!

"ความตายไม่อยู่กับเรานาน
แต่สิ่งที่อยู่กับเรานานคือความดีต่างหาก"



ผมชอบประโยคนี้ครับ

ความดีอยู่กับเรานานที่สุด

#16 By พงคุง on 2009-08-25 18:54

ประโยคหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆและชอบ


จงใช้ชีวิตเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย


big smile

เอ็นทรี่นี้เตือนสติได้ดีมากเลยล่ะครับ ความตายไม่ไกลเลย เราเตรียมพร้อม เตรียมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตได้มากน้อยเท่าไหร่แล้วนะ

#17 By redtear on 2009-08-25 19:51

ยาวได้จิตมากๆ

-----------

ระลึกถึงความตายเสมอ

ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้

confused smile

#18 By mini-teddy on 2009-08-25 20:03

เอนทรี่นี้ทำให้ผมได้ตรึกตรองถึงความตายขึ้นมาทันที

ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์เราไม่อาจเอาชนะได้

นั่นแหละ เราถึงควรต้องมานั่งคิดถึงมันให้มากกขึ้น
และมันจะทำให้มุมมองในการใช้ชีวิตเราเปลี่ยนไปเลยก็ได้นะ

คนที่ใช้ชีวิตแบบสนุกไปวันๆอาจจะเข้าใจอะไรๆ ในชีวิตมากขึ้น

และอาจเข้าใจในความหมายของชีวิต
ที่เราใช้มันอยู่ตอนนี้นี่แหละHot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#19 By runangel on 2009-08-25 20:18

อ่านเพลิน ได้ข้อคิดดีครับ
เป็นครอบครัวที่อบอุ่นดีนะครับ Hot!

#20 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-08-25 20:50

ความตายมันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะมาหรือจะไปเมื่อไรจริงๆค่ะ

ช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมานี้ มีคนรู้จักเสียชีวิตไปหลายคนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นจาก หมดอายุขัยตามวัย หรือว่าอุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตายค่ะ ..
ความตายทุกอัน มันน่าเศร้าหมดเลยค่ะ แต่ว่าก็ต้องรับมือกับมันให้ดี .. ทีจริง อันที่เศร้าที่สุดก็คงจะเป็นคุณตาที่เพิ่งเสียไปเมื่อวันวิสาขบูชาค่ะ .. อันนี้เศร้ามาก เพราะไม่ทันกลับไปดู ท่านหลับไปเลยค่ะ .. มิหนำซ้ำ ตอนนั้นผิงก็อยู่อเมริกา เพิ่งจะสอบไฟนอลเสร็จ ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้กลับเมืองไทยมั้ย .. ตั๋วเครื่องบินจะมีมั้ย .. แต่คิดว่าอากงคงจะอยากให้หลานๆกลับมาทุกคนล่ะค่ะ เพราะสุดท้ายก็หาตั๋วได้ กลับไปทันวันกงแต๊กพอดีเลยค่ะ big smile
ตอนนั้น หม่าม้า อี๊ๆ แล้วก็กู๋ๆ ก็เศร้าน่าดูเลยค่ะ .. ถึงแม้ว่าจะทำใจไว้ แล้วเพราะอากงก็แก่มากแล้ว (ท่านเสียตอนอายุ เก้าสิบเก้าค่ะ).. แต่ก็ยังอดเศร้าไม่ได้อยู่ดีนะคะ

ตอนนี้ก็ทำใจกันได้แล้วค่ะ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆก็ตาม .. เพราะทุกเดือนจะไปหาอากง ตอนนี้ก็ไม่ได้ไปแล้ว .. ทุกงานวันพ่อหรือวันแม่ ก็จะมีอากงมาด้วย .. ตอนนี้อากงก็ไม่อยู่แล้ว .. สังเกตได้ว่า งานวันแม่ปีนี้ หม่าม้าของผิงเศร้าเป็นพิเศษเลยค่ะ เพราะลูกสาวก็อยู่เมืองนอก แล้วก็เป็นวันแม่ปีแรก ที่อากงไม่อยู่ด้วย ..

ขอโทษที่พล่ามยาวนะคะ แค่อยากเล่าสู้กันฟังง่ะ sad smile

#21 By PINGPING on 2009-08-25 22:06

ยังคงหวั่นๆ ตามสัญชาตญาณ...
แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ
เมื่อเจอคนที่ค่อย ๆ จากไป...

#22 By wesong on 2009-08-25 22:33

Hot! Hot!

เขียนเรื่องความตายได้อย่างอบอุ่บ
และเข้าใจมากเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ

#23 By [[ FunGi ]] on 2009-08-25 23:40

อ่านหัวข้อแล้วตกใจ นึกว่าเพี้ยนทีสิส :p
แต่พออ่านแล้วก็เข้าใจนะ
คนเรามีวิธีการรับมือความตายได้ต่างกัน

จะให้พูดจริงๆแล้วยังตกใจตัวเองด้วยซ้ำ ว่าตกลงฉันรักแมวมากกว่าอาม่าอีกเหรอ Oo เพราะตอนที่อาม่าจะเสีย พิมพ์ชนกนอนดูทีวีอยู่บ้าน เคยเห็นคนหลอกตัวเองมั้ย? แบบนั้นเลย!! แบบ ไม่จริงอ่ะ อาม่าไม่เป็นไรหรอก ไม่เอา ไม่ไปโรงพยาบาล เหมือนว่าถ้าตัวเองไม่ไปอาม่าก็จะยังอยู่

จนพ่อกับแม่ลากออกไปจนได้
สุดท้ายอาม่าก็ไปจริงๆนะ
จำได้ว่าร้องไห้หนักมากอยู่สองสามวัน เพราะคิดว่า เออ อาม่าไปดีแล้วแหละ จะได้ไม่ทรมาน
พอคิดว่าโอเค เรารับมือกับเรื่องแบบนี้ได้แล้ว
พอมาเจอเรื่องจั่นเจานี่แย่จริง ง่อยแด_ ไปเลย ร้องไห้ติดกันสองเดือนอ่ะ จนตอนนี้มีใครมาทักก็ยังน้ำตาไหลอยู่นะ??

เพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองอ่อนแอกับเรื่องอย่างงี้มากอ่ะ
เฮ่ออ

ให้ดาว
Hot! Hot! Hot!
อ่านหนังสือ โชคดี ของพระอาจารย์มิตซูโอะ มั้ย?
เค้าบอกว่าความตายเป็นเรื่อง โชคดี ล่ะ

ลองหามาอ่านดู big smile

#24 By Tropical on 2009-08-25 23:47

น่ารักมากๆ และรู้สึกดีทีเดียวเมื่ออ่านจบ...^^

ปล. ปมคิดเสมอว่า เราต้องทำทุกวันให้มีสุข ใช้เวลาในทุกๆนาทีชั่วโมงให้คุ้มค่า และไม่ลืมที่จะทำแต่สิ่งดี คิดดี กับทุกคน เพราะวันที่ผมจากไป ก็อยากให้ทุกคนคิดถึงความดีของผม และส่งผลถึงคนที่ผมรักในวันที่ผมจากไป... ผมกำลังทำครับ big smile Hot!

#25 By kobby1 on 2009-08-25 23:54

ลืมไป... การตายมันไม่น่ากลัว ผมกลัวการจากลา กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง อิอิ...

#26 By kobby1 on 2009-08-25 23:55

บางครั้งคนเราก็เข้มแข็งกว่าที่ตัวเองคิด
แต่ละคนมีวิธีรับมือกับความโศกเศร้าเสียใจระดับชีวิตต่างกัน อันนี้จริง

ว่าแต่โรคมะเร็งนี่เค้าเลี้ยงไข้กันได้ด้วยเหรอ ไม่น่าใช่นะเบนซ์

ขอแชร์นิดนึง

ที่จริงถ้ามะเร็งระยะสุดท้ายนี่มีสองทางเลือกขึ้นอยู่กับญาติ

อย่างแรก ถ้าญาติรับได้ ก็ให้ยาหรือการรักษาเพื่อบรรเทาความปวดหรือทรมานจากตัวโรคเท่านั้นและปล่อยให้ทุกอย่างหยุดลงตามธรรมชาติ โดยไม่มีการให้ยาใดๆเพื่อยื้อชีวิต

อย่างที่สอง ถ้าญาติเลือกที่จะสู้เต็มที่เพื่อรักษาชีวิตไว้ให้นานที่สุด ทั้งให้ยากระตุ้นหัวใจ รวมถึงปั๊มหน้าอกและใส่ท่อช่วยหายใจ
เท่าที่พี่เจอมาจะเป็นแนวทางนี้จ้า

#27 By gibz on 2009-08-26 00:30

สิ่งที่อยู่กับเรานานคือความดี

มันคือสัจจะธรรม


ปล.คิดถึงบ้าน คิดถึงปู่

#28 By ขี้เกียจบอก (118.172.49.164) on 2009-08-26 00:34

#Gibz

เป็นอย่างนี้ครับ
ในตอนแรกต่ายตัดสินใจวิธีที่สองครับ
แต่ว่าไปจะเรียกว่าเลี้ยงไข้ก็ไม่ถูกนัก
เพราะทางโรงพยาบาลใช้วิธีกดดัน
ให้ย้ายห้องบ่อยๆ และยังเลื่อนการผ่าตัดด้วย
(อันนี้งงกว่า ไม่รู้จริงๆ ว่ามะเร็งเลื่อนผ่าตัดได้?)

จนในที่สุดต่ายตัดสินใจกลับมาใช้วิธีที่หนึ่งครับ
คือพาแม่กลับบ้านและให้แม่ไปสบายดีกว่า

เอ็นทรี่นี้ไม่ได้จงใจว่าทางโรงพยาบาลครับ
มันเป็นเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟัง และเอามาเล่า
ให้ฟังอีกที ซึ่งผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้มากนัก
รู้แค่ว่าค่อนข้างเสียความรู้สึก เรื่องที่ทาง
โรงพยาบาลย้ายห้องบ่อยจนน่าแปลกใจ
เพื่อกดดันให้คนไข้รู้สึกว่าตัวเองหมดความ
สำคัญจนหมอไม่อยากรักษาครับ

#29 By h|b|b on 2009-08-26 00:42

เล่นเอาน้ำตาซึมเลย

จริงค่ะ

ความตายไม่อยู่กับเรานาน

ความดีต่างหากเนาะ^^
เคยเผชิญกับเรื่องความตายแบบจัง ๆ อยู่ 2 ครั้งครับ คนนึงคือพ่อตัวเอง อีกคนนึงคือแม่ของพี่ที่ทำงานด้วยกัน เคยต้องอุ้มศพออกจากบ้านตอนวันแม่ด้วย ทั้งที่เมื่อคืนก่อนยังได้คุย ยังได้เห็นหน้ากันอยู่เลย

อยู่ดี ๆ เราอาจจะต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้ เพราะฉะนั้นอะไรก็ไม่แน่นอนครับ

#31 By nora on 2009-08-26 10:55

สุดท้ายยังไงก็ต้องลาออกจากการมีชีวิตบนโลกbig smile

#32 By Mango Hotel on 2009-08-26 13:47

สายลมจะนำแนวคิดไปปรับใช้ในชีวิตนะ ขอบคุณมาก

#33 By Windlate on 2009-08-26 14:52

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หากเราเข้าใจ และเตรียมจิตให้พร้อมเสมอ ความตาย ก็ไม่ต่างอะไรจาก การเกิด การเติบโต การเปลี่ยนแปลง การเจ็บป่วย ทุกข์ยาก หรือสุขล้น ล้วนแต่เหมือนกันทั้งสิ้น

ผมเองก็มักคิดอยู่เสมอว่า ทำไมเราจึงทุกข์โศก ระทมสุดพรรณากับความตาย บางที อาจเป็นเพราะเรา "ยึดติด" กับคนที่จากไป เรายังคงอาวรณ์กับพวกเขา ยังดึงดันที่คิดว่า เขาเหล่านั้นคือของๆ เรา

ความจริงของความจริงก็คือ พวกเขาเป็นของเราจริงหรือ? ใครเป็นคนกำหนดว่าเป็นของเรา?

ก็เราเอง...

การหายไป จึงหมายถึงกระทบกับความยึดติดของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ผมเตรียมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันครับว่า สักวันสิ่งนั้นคงมาถึง และ(คง)ไม่ผวานัก เมื่อมันมาทักทาย

ขอบคุณสิ่งดีๆ ประสบการณ์ รวมถึงเพื่อนของคุณทุกคนครับ big smile

#34 By ::poompuien:: on 2009-08-26 15:58

ความตายไม่สำคัญ....มันสำคัญที่ตอนมีชีวิตนี่ล่ะครับ....

big smile

#35 By Monkiji321 on 2009-08-26 16:12

Hot! Hot! Hot!

ทำวันนี้ให้ดีที่สุดละนะ

#36 By Minpanda on 2009-08-26 16:27

Hot!

คนที่ยอมรับในความตายได้ คือคนที่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขสินะ

#37 By HeDw!g on 2009-08-26 17:37



Hot! Hot! Hot! Hot!

#38 By ♥..Ta๊y๋l๏r๊~ * on 2009-08-26 17:45

Hot!

เป็นคนที่ไม่ถูกกับงานศพ (เพราะปากตัวเอง)
ได้ยินเรื่องคนตาย รู้สึกเหมือนอะไรมัันหายไปทุกที

#39 By ไทดี้ on 2009-08-26 19:49

เข้าใจ และยอมรับbig smile

#40 By mammoz on 2009-08-26 20:01

สูงสุดคืนสู่สามัญชีวิตคนเรามันก็เท่านี้ไม่มากไปกว่าที่เห็น เพียงปล่อยวางได้ความทุกข์จะไม่มาเยือน big smile

#41 By โลกมืด on 2009-08-26 22:42

เหมือนความเห็นแรก เป็นเอ็นทรี่ยาวที่อ่านทุกบรรทัดจริง ๆ

ไม่ชอบพิธีกรรมอะไรแบบนี้จริง ๆ ไม่ชอบความรู้สึกเศร้า ๆ อึกอัดกับบรรยากาศ ไม่รู้จะวางตัวแบบไหนด๊

#42 By VILITT on 2009-08-27 00:02

คิดถึงอุดร
บรรยากาศน่าอยู่มากเลยอ่า
ตื่นเช้าๆ ไปหม่ำแป้งจากปาท่องโก๋ที่หนองประจักษ์
สิบโมงกว่าไปเดินห้าง ฮ่าๆ
เย็น หานมปั่นกิน
สนุกสนานค่ะ

ความสุขจริงๆ

อืม...ความตาย กลัวอยู่นะ
แต่ยังไงก็ต้องเจอ...พอถึงเวลา คิดว่า คงรับได้
เพราะ ใครๆก็เป็นกัน ฮิฮิopen-mounthed smile open-mounthed smile big smile

#43 By inthebee on 2009-08-27 00:58

ลืมสนิทเลย
อ๊ะ
Hot! Hot! Hot!

#44 By inthebee on 2009-08-27 00:59

อ่านหมดทุกบรรทัดเลยค่ะ ขอมอบดาวค่ะHot!

รู้สึกเหมือนกันว่า จริงๆแล้วความตายใกล้ตัวมากๆ ยิ่งโตขึ้น คนใกล้ตัวเราหลายๆคนก็จากไปเรื่อยๆ งานศพมีเข้ามาบ่อยๆจนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนึงเป็นคนใกล้เรามากๆเราจะทำยังไง? จะจัดการอะไรๆได้รึเปล่า?

ความตายสำหรับส่วนตัว ถ้าไปแบบสบายๆ คงไม่น่ากลัวอะไรอ่ะค่ะ ก็คงเหมือนเดินทางไกลไปคนเดียวโดยไม่ได้กลับมาอีก แต่สิ่งที่กลัวก็คงเหมือนกับหลายๆคนคือกลัวการจากไปของคนที่เรารัก สิ่งที่เรารักมากกว่า แม้จะรู้ว่ามันเป็นสัจธรรมของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ในชีวิตจริงไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าวันแบบนี้มาจริงๆจะทำใจรับมือกับมันไ้ด้มากแค่ไหน ยังไม่อยากคิดจริงๆค่ะ

ทุกวันนี้อยากใช้ชีวิตให้มีคุณค่ามากขึ้น ทำอะไรที่อยากทำโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เอาให้คุ้มกับชีวิตนึง และรักคนรอบข้างเราให้มากๆค่ะ

#45 By nuinthelewen on 2009-08-27 01:34

เห็นด้วยกับที่ว่า

"ความตายไม่อยู่กับเรานาน
แต่สิ่งที่อยู่กับเรานานคือความดีต่างหาก"

ทำให้คนเรามีกำลังใจทำความดีต่อไปconfused smile

#46 By marukogg on 2009-08-27 06:32

อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกแย่อย่างที่คิดเลยค่ะ
แต่กลับรู้สึกว่าในความสูญเสีย บางทีก็มีเรื่องดีดีเกิดขึ้นเหมือนกัน
ถ้าเราคิดซะว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเกิดกับทุกคน ก็จะสามารถเผชิญหน้ากับมันได้ big smile Hot!

#49 By Prae on 2009-08-27 16:28

งืมๆ

#50 By นู๋กวาง on 2009-08-27 20:13

กลัวตัวเองรับไม่ได้ค่ะ

ไม่ได้กลัวที่ตัวเองจะตาย
แต่กลัวที่คนที่เรารัก..

คิดแล้วน้ำตาจะไหล angry smile

#51 By อาผิง on 2009-08-28 01:44

ชอบเอนทรี่นี้มากครับ Hot!

#52 By บองเต่า on 2009-08-28 21:48