ไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม
และพี่โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ฉบับ Un-Cut
โดยพี่วิภพ์ บูรพะเดชะ จากนิตยสาร happening เล่ม 26
เจอหนึ่งคำถามก่อเกิดเป็นอีกหลายประเด็นให้คนอ่านได้คิดต่อ
อยากให้ลองอ่านกันดู

-----------

ปัจจุบันด้วยการบูมของ Web 2.0 อย่างการเขียนบล็อก, วิกิพีเดีย, ยูทูป
และสื่ออย่างทีวีเสรีและวิทยุชุมชน ทำให้มีสื่อภาคประชาชนเกิดขึ้นเยอะมาก
คิดอย่างไรกับการที่คนทั่วไปมีบทบาทกลายเป็นสื่อมากขึ้น?

ยุทธนา:
มันก็เป็นดาบสองคม มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างแรกก็คือข้อมูล ก็ไม่ใช่ว่า
ประชาชนทุกคนจะเป็นผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักเขียนมืออาชีพ
ทุกคนจะเป็นผู้รู้เรื่องนั้นๆ เพราะนักเขียนที่ให้ข้อมูลผิดก็มีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าโอกาส
ที่สื่อภาคประชาชนหรือว่าบางคนก็ไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นสื่อหรอก เขาก็แค่เขียนบล็อกไปวันๆ
เพราะว่าเขาอยากเขียนไดอารี่ อยากเล่าเรื่องที่เขาไปเจอมา แต่ว่ามันก็ทำให้มีโอกาส
ที่จะมีข้อมูลที่บิดเบือนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ เหมือนกับที่ทุกวันนี้
เวลาที่อยากหาข้อมูล ทุกคนเสิร์ชกูเกิ้ล เสิร์ชวิกิพีเดีย ซึ่งบางทีมันก็อันตราย
คือถ้าเกิดคนที่เขาเสิร์ชเป็นหรือคนที่เขารอบคอบ เขาก็จะไม่เชื่อถือแหล่งข้อมูลเดียว
เขาเสิร์ชกูเกิ้ลก็จริง แต่ว่าเขาเข้าไปหลายๆ ไซต์ แล้วเขาก็เช็กหลายๆ แหล่งข้อมูล
แต่ก็บางคนอาจจะไม่ใช่ ทุกวันนี้ผมดูจากลูกสาวผมนะ เวลาครูให้การบ้านมา
เขาก็เลือกลิงค์ในกูเกิ้ลที่อยู่อันบนสุดเลย หรือไม่ก็เข้าวิกิพีเดีย วิกิพีเดียว่ายังไงก็
ถูกต้องหมด ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ดังนั้นในกรณีที่เป็นเรื่องของเด็กๆ ผู้ปกครอง
ต้องคอยบอกว่า มันเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมดนะ หรือคุณครูก็เหมือนกัน เพราะบางครั้ง
ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณครูให้การบ้านแล้วก็อาจจะอยากให้เด็กๆ ได้ทดลองใช้ระบบ
การเสิร์ชนี่ได้บอกด้วยหรือเปล่าว่ามันต้องเข้าไปหลายๆ ที่ หรือบางทีเขาอาจจะบอก
แต่เด็กขี้เกียจก็ตามที อันนี้เป็นส่วนที่ต้องระมัดระวัง ในส่วนที่ดีก็มีอยู่เยอะ มันทำให้
อย่างแรกคือเราได้รับความเห็นที่หลากหลายมาก จากคนที่ปกติแล้วเราไม่เคยได้ยิน
ความเห็นเขามาก่อน แต่ก่อนนี้สมมติมีข่าวฉาวขึ้นมาข่าวหนึ่ง เราก็ได้แต่ฟังความเห็น
ของนักข่าวหนังสือพิมพ์ แล้วก็เพื่อนๆ เราที่ทำงาน หรือที่โรงเรียนเท่านั้นเอง

เราไม่เคยรู้เลยว่าแล้วเพื่อนบ้านเราอีกจังหวัดหนึ่ง คนอีกวัยหนึ่ง คนอีกประเทศหนึ่ง
เขารู้สึกยังไง อย่างวันก่อนที่มีข่าวสไปเดอร์แมนช่วยเด็กตกตึก ซึ่งผมชอบข่าวนี้มากเลย
พี่คนนี้น่ารักมากเลยใส่ชุดสไปเดอร์แมนถือน้ำส้มมาให้เด็กนะ แล้วผมจะชอบเข้าไป
เว็บไซต์ digg.com เป็นโซเชียลบุ๊กมาร์ก (Social Bookmark) คือเวลาที่ใครเข้าไป
อ่านข่าวหรืออ่านบล็อกที่ไหนแล้วเขาชอบ เขาก็จะกด digg แล้วถ้าเกิดมีคน digg
เยอะๆ มันก็จะขึ้นมาหน้าท้อปๆ แปลว่ามันเป็นข่าวที่มีคนสนใจ ผมก็เลยได้มีโอกาส
เข้าไปอ่านคอมเมนต์ของคนทั้งโลกที่เขามีต่อข่าวนี้ ซึ่งมันก็ทำให้เราได้เจอมุมมอง
ที่เรานึกไม่ถึง คือผมยังชื่นชมพี่คนนั้นอยู่นะ แต่มันก็มีความคิดของฝรั่งบางคน
ที่บอกว่า แล้วเด็กเขาจะรู้สึกยังไง เมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่สไปเดอร์แมนจริงๆ
โอเคมันอาจจะเป็นมุมคิดที่มองโลกในแง่ร้ายมาก แต่เราไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อนเหมือนกัน
บางคนก็ถามว่าแล้วคุณครูปล่อยให้เด็กขึ้นไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงตั้งแต่ต้น อะไรเหล่านี้
คือมันเป็นมุมองที่หลากหลาย ซึ่งอันนี้มันเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้ว่ารวมแล้วเรียกสื่อภาค
ประชาชนหรือเปล่า แต่ไอ้เว็บ 2.0 นี่มันให้สิ่งเหล่านี้ไว้ค่อนข้างเยอะ

และก็อย่างที่บอก คือมันมาพร้อมกับดาบสองคม คือคนที่ปกติแล้วไม่ควรจะได้มี
โอกาสแสดงความคิดเห็น ก็เลยได้ไปด้วย มันก็เลยทำให้เวลามีข่าวฉาวต่างๆ
เราจะรู้สึกหนักใจ โห สังคมไทย มีคนนิสัยเสียเยอะมากเลยนะ มีคนชอบซ้ำเติม
เยอะมาก มีคนที่สนุกกับการด่าคนไปวันๆ เยอะนะ ยิ่งปกติคนเหล่านี้ไม่เคยได้
ออกสิทธิออกเสียง เราก็จะมาเจอในเว็บบอร์ดเยอะ แต่ด้วยหน้าที่การงานเรา
ไม่เข้าก็ไม่ได้ ต้องเข้าไปดู แล้วเข้าไปดูทุกครั้งก็จะห่อเหี่ยวเวลาเจอคนแบบนี้
ก็พูดให้มันดูมีมารยาทหน่อยก็ว่า เป็นส่วนน้อยแล้วกัน แต่ในใจก็ไม่แน่ใจจริงๆ
ว่าเป็นส่วนน้อยหรือเปล่า เพราะมันเยอะจริงๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ

วงศ์ทนง: เหมื่อนพี่เต็ดเลยครับ ในแง่หนึ่งมันก็ขยายวงกว้างออกไป แล้วอีกแง่หนึ่ง
เราก็ได้รับข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งทัศนะต่างๆ มากขึ้น ผลดีก็มีอยู่แล้ว ส่วนผลเสีย
ก็อย่างที่บอกในทางตรงกันข้าม ข้อมูลข่าวสารที่มันบิดเบือนได้ง่าย แล้วก็ทัศนะที่รุนแรง
แล้วก็ดูเหมือนว่าจะต่ำลงทุกวัน (หัวเราะ) ผมว่าผู้คนก็จะต้องปรับตัวไปตามสื่อที่มัน
ขยายวงกว้างไปมากขึ้น มันก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ทำให้คนลุกขึ้นมาใช้วิจารณญาน
มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องตัวใครตัวมัน (หัวเราะ) แต่ข้อดีคือทำให้เราได้รับ
ความหลากหลายมากขึ้น ผมชอบเรื่องความหลากหลายมากเลย ยิ่งมีสื่อมากเท่าไร
มันก็ยิ่งซอร์สที่ดีให้กับเรา ก็ดีนะ ผมชอบ ก็อยู่ที่ว่าสื่อมันไปอยู่ที่มือใคร ถ้าคนที่มี
ทัศนคติในเชิงลบหรือว่าต้องการ Propaganda ความเชื่อผิดๆ มันสามารถโน้มน้าวคน
ได้ง่าย

ยุทธนา: อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ถ้ารัฐบาลจะทำวิทยุชุมชน รัฐบาลจะต้องจัดระบบระเบียบ
ให้เรียบร้อยก่อน ว่าใครจะสามารถเป็นเจ้าของวิทยุชุมชนได้ แล้วมันมีข้อจำกัดอย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้ผมได้เขียนไว้ใน พ็อกเก็ตบุ๊กชื่อว่า ป๋าไม่กลัวน้ำร้อน วางแผนในสำนักพิมพ์
a book แล้ววันนี้ (หัวเราะ) ว่าเมื่อสัก 2 ปีก่อนผมไปที่ออสเตรเลีย แล้วก็ไปดูงานวิทยุ
ผมไปเจอวิทยุชุมชนออสเตรเลียแล้วมันน่าอิจฉา ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่ใช่ที่ออสเตรเลีย
ที่เดียว ที่ประเทศพัฒนาแล้วหลายที่คงมีเหมือนกัน แต่ผมเห็นที่ออสเตรเลีย
หลักการเขาง่ายมากเลย คือเขาแบ่งวิทยุชุมชนและวิทยุแบบธุรกิจออกจากกันโดยสิ้นเชิง
แบบธุรกิจเขาใช้คำว่าก็ไปประมูลเอา วิทยุชุมชนนี่เขาใช้คำว่า Acquire คือการไปยื่น
คำร้องขอเอามา ในส่วนวิทยุธุรกิจเขาไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย แค่เอาเงินมาเยอะๆ
แล้วก็เอาไปทำ แต่ว่าเขาไม่ได้ปล่อยสัมปทานบ่อยนะ ตอนที่ผมไปที่ออสเตรเลีย
มีคลื่นวิทยุที่ดังๆ อยู่แค่ 4 -5 คลื่นเท่านั้นเอง ไม่ได้เยอะเท่าที่บ้านเราด้วย
แต่ละคลื่นก็ประมูลกันเป็นพันๆ ล้าน ดังนั้นเขาใช้ความแพงเป็นกำแพง แล้วคุณก็ไป
ทำเอง คุณได้ไปพันล้านๆ คุณต้องไปขายโฆษณาแพงๆ หรือคุณจะมีโฆษณาทั้งคลื่น
แล้วไม่มีคนฟัง โฆษณาคุณก็ขายไม่ได้คุณก็เจ๊งไปเอง คุณต้องไปบาลานซ์เอง
แต่ว่าสิ่งที่คุณได้ไปจากการประมูลเป็นพันๆ ล้านคุณได้สัมปทานไปเลยแทบจะตลอดชีวิต

ซึ่งมันจะไม่เหมือนวิทยุไทยที่ต่อสัญญาทุกปี จะลงทุนอะไร จะซื้อเครื่องส่งใหม่
โอ้โหแล้วปีหน้าสัญญาหลุดหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าอันนี้เขาจะลงทุนเต็มที่ เขาจะแคร์
ทั้งคนฟัง แล้วก็จะแคร์ทั้งเอเจนซี่มาก แต่วิทยุชุมชนที่ต้อง Acquire ก็คือว่า เขาจะมี
กฎระเบียบชัดเจนว่ามีโฆษณาได้ไม่เกิน ชั่วโมงละ 5 นาที แล้วต้องมีสมาชิกที่รับรอง
เป็นคนฟังจริงๆ ของเป็นจำนวนเท่าไหร่ก็ว่าไป เสร็จแล้วก็ไม่ต้องเสียตังค์นะ
เอาคลื่นไปฟรีๆ เลย แต่ไอ้กฎระเบียบซึ่งจริงๆ มันคงมีกฎระเบียบอะไรมากมายไปหมด
เช่น ห้ามโฆษณาเกินหรือสิ่งอื่นๆ ที่มันคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายบ้านเมืองเขา
อยู่แล้ว คือถ้าทำผิดกฎระเบียบเหล่านี้ก็ยึดคืนทันทีเลยนะ แล้วเขามีคนตรวจสอบ
ดูแลชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าคนที่เขาจะทำวิทยุชุมชนเขาได้มาฟรีเขาทำอะไรกับมัน
ก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องอยู่ได้โดยมีโฆษณาแค่ชั่วโมงละ 5 นาทีซึ่งมัน
ไม่พอใช้หรอก มันน้อยมาก แต่เขาเก็บค่าสมาชิกจากคนฟัง แล้วผมก็ถามเขาว่า
แล้วเก็บค่าสมาชิกนี่จะรู้ได้ไงว่าใครมาฟังวิทยุ เขาก็บอกว่าไม่รู้ ผมก็บอกออกไป
ถ้างั้นผมฟังฟรีก็ได้สิ เขาบอกว่าก็ได้ อ้าว แล้วใครเป็นคนมาเสียตังค์ให้พี่อะ
ก็คนที่อยากให้รายการผมอยู่ไง คือคนที่เขาชอบรายการจริงๆ

วงศ์ทนง: คืออันนี้ดูเป็นผู้คนอีกระดับหนึ่งเลย (หัวเราะ)
ยุทธนา: ใช่ แล้วก็บอกว่า มันมีอะไรอย่างนี้อยู่ทั้งประเทศเลย เช่น สมมุติว่า
วิทยุชุมชนที่เปิดแต่เพลงแจ็ซ คนฟังก็จะเป็นคนรวย ก็จะมีสมาชิกไม่เยอะ
เป็นหลักไม่กี่พันคน แต่ทุกคนจ่ายแพงหมด คุณอย่าเปิดเพลงแบบอื่น
ถ้าแจ็ซไม่จริงเมื่อไหร่ หรือเริ่มเปลี่ยนนโยบาย ผมก็ไม่เป็นสมาชิก
คุณก็อยู่ไม่ได้ อีกคลื่นหนึ่งเปิดเพลงร็อก ก็ต้องร็อกจริงๆ อันนี้ค่าสมาชิก
ก็จะถูกหน่อย แต่มีคนฟังเยอะหน่อย อันนี้คือข้อดีอย่างหนึ่งคือเขาอยู่ได้ด้วย
ความเป็นชุมชนจริงๆ แล้วเขาทำวิทยุเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนจริงๆ

...ฟังแล้วมีอะไรแปลกๆ อยู่ในนี้ไหม นั้นก็คือ ถ้าเป็นเมืองไทยถ้าทำวิทยุชุมชน
เพลงป็อปเขาจะให้ไหม มันก็จะต้องเป็นวิทยุเพื่อการศึกษา วิทยุเพื่อการเกษตร
ซึ่งไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่อ้าว แล้วเพลงป็อปมันผิดตรงไหน มันจึงมีเรื่องหลายๆ
เรื่องที่อยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรา แต่ทำไมสื่อภาคประชาชนมันต้องพูดเรื่อง
การเมือง เรื่องการศึกษาอย่างเดียว ทำไมเรื่องบันเทิงมันจึงเป็นเรื่องที่มันแย่
ไปเสียทุกครั้ง นี่คือสิ่งที่ทำให้โอกาสที่เราจะมีสื่อภาคประชาชน ที่ตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนที่แท้จริงและทั่วถึงทุกกลุ่มมันยากมาก แถมมีแล้ว
ก็โดนพวกบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆ ก็เข้าไปซื้อ มันก็ไม่ต่างอะไรกับรายการ
ปกติที่มีอยู่นั่นแหละ

----------

อ่านฉบับเต็ม ที่เปี่ยมไปด้วนประเด็นสุดตีน เช่น
- เด็กแนว อินดี้ จะเป็นยังไงต่อไป
- ทำไมถึงต้องปิด DDT
- ทำหนังสือ ในแบบโหน่ง วงศ์ทนง ทำอย่างไร?
- บริหารค่ายเพลง ในแบบป๋าเต็ด ยุทธนา เป็นอย่างไร?
- โครงการปีหน้า ของ โหน่ง วงศ์ทนง
- การเลี้ยงลูก ของ คุณพ่อเด็กแนว ป๋าเต็ด ยุทธนา

ตามไปอ่านได้โดยฉับพลัน
ที่ www.happeningnow.net
หัวข้อ ยุทธนา - วงศ์ทนง แนวไปไหน?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนเจ๋งๆ ความคิดแจ๋วๆconfused smile

#1 By wesong on 2009-05-21 08:32

ทำไม เล่มที่พี่ซื้อ
เป็นเล่มที่บีวางล่ะ

แต่เอามาให้อ่านตรงนี้ก็ดีเลย
ขอบคุณมาก ฮ่าๆ
big smile confused smile sad smile

#2 By inthebee on 2009-05-21 08:40

หาเล่ม นั้นไม่เจอ

#3 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-05-21 08:49

ตอนซื้อเล่มนี้มา ก็คลิกไปดูที่เว็บ แต่ตอนนั้นยังไม่อัพเดท
เด่วจะเข้าไปตามอ่านคับ

confused smile

#4 By ecOnuizer on 2009-05-21 10:11

ดีค่ะ มีการคิดก็ต้องมีผลงานตามมาangry smile sad smile

#5 By peewa on 2009-05-21 11:23

เออ อันนี้ไม่เห็นมีให้อ่านในเล่มเลยนิ

ดีๆ

บ้านเราเกรียนเยอะมากอะ
สัมภาษณ์คนช่างคิด
เราก็ได้อะไรกลับไปคิดด้วย

อิอิ
confused smile

#7 By Millhz on 2009-05-21 12:32

ขอบคุณมากคะ ที่เอามาให้อ่าน

เห็นด้วยกับคุณยุทธนา บันเทิงผิดตรงไหน
ทำไม ต้องเป็นการเมือง การศึกษา การเกษตร
ถึงจะเรียกว่าเป็นประโยชน์

เราว่าบันเทิงเป็นอาหารใจ ยามภาวะเศรษฐกิจเครียดแบบนี้

ว่าไหมคะ

big smile big smile open-mounthed smile

Hot! Hot! Hot!

#8 By I-RECALL on 2009-05-21 14:54

เห็นด้วยค่ะ เป็นดาบสองคมจริงๆ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนใช้เเล้วล่ะค่ะ ว่าจะเลือกรับสื่อยังไงไม่ให้โดนบาดเอาbig smile

#9 By on 2009-05-21 15:31

เวอร์ชั่นที่ว่า เป็นเวอร์ชั่นเต็ม
ที่พี่วิพภ์เอามาลงในเว็บของ happening ครับ
ส่วนฉบับที่ลงใน happening เล่ม 26 นั้น
เป็นฉบับที่คัดเอามาลง จึงไม่จุใจเท่าครับ

big smile big smile big smile

#10 By h|b|b on 2009-05-21 19:23

ในส่วนตัวชอบมุมมองนี้มาก

ยิ่งมีสื่อมากเท่าไร
มันก็ยิ่งซอร์สที่ดีให้กับเรา ก็ดีนะ ผมชอบ ก็อยู่ที่ว่าสื่อมันไปอยู่ที่มือใคร ถ้าคนที่มี
ทัศนคติในเชิงลบหรือว่าต้องการ Propaganda ความเชื่อผิดๆ มันสามารถโน้มน้าวคน
ได้ง่าย

มุมอีกมุม

เป็นสิ่งที่เราเลือกเองมากกว่าว่าเราต้องการรับสื่อแบบไหน สื่อมันเหมือนเหรียญ ที่เหมือนมีสองด้าน แต่จริงๆแล้วบางคนอาจมองมากกว่าแค่ด้าน อาจมองถึงส่วนประกอบของเหรียญเช่น ธาตุต่างๆ แต่ว่าอยู่ที่เราจะมองเหรียญนั่น หรือบางคนแทบจะไม่มองเลย big smile

#11 By freeda on 2009-05-21 19:59

happening!

กรี๊ดดดด

ของเค้าดีจริงๆๆ

โฮะๆๆ

open-mounthed smile

#12 By "nanordinary" on 2009-05-24 12:29