WATCH | ปาดังเบซาร์

posted on 07 Oct 2012 23:32 by heyboibz in MOVIE directory Entertainment


ปาดังเบซาร์ (I Carried You Home)
พิธีกรรมของคนตาย และการกลับบ้านของความเข้าใจ

(เนื้อหาเปิดเผยบางส่วนของหนัง)

สำหรับเรา การที่ใครสักคนในชีวิตตาย สิ่งที่เราจะพึงทำ ก็เห็นจะมีตั้งแต่ ร้องไห้ครวญคราง
ตีอกชกหัวที่เสียโอกาสในการทำอะไรสักอย่างกับคนๆ นั้น สั่งเสีย ร่ำลา หรือแม้แต่ นิ่งเงียบ

เหมือนการรับมือกับการจากไปของใครสักคนถือเป็นหน้าที่มนุษย์อย่างหนึ่ง บ้างรับมือไหว
และก็มีบ้าง ที่เลือกที่จะใช้อารมณ์เป็นตัวนำ แล้วตามด้วยสติที่เหมือนเพิ่งหลุดลอยจากร่างไป
ไม่ต่างจากวิญญาณของร่างที่ไร้การหายใจตรงหน้า ความตายจึงเป็นโอกาสและบทเรียน
สำหรับการเรียนรู้ รู้จัก และเข้าใจ ของเหล่ามนุษย์ผู้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเยี่ยงเรา

จำได้ว่าตอนที่ปู่ของเราเสีย เป็นเพียงแค่การตื่นเช้ามาเพื่อพบว่าร่างกายมนุษย์ตรงหน้า
ไม่หายใจแล้ว ไม่ได้ร้องไห้เสียใจอะไร แต่แค่ตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าว่า
การที่ร่างกายจะพักจากการหายใจระยะยาวนานจนถึงตลอดไปมันเป็นไปได้จริงหรือ

หลายวันต่อมาน้ำตาก็ยังคงไม่ไหลออกมา คล้ายกับการรอเวลาบางห้วงขณะ
และก็จริงอย่างว่า เราเริ่มร้องไห้จริงๆ จังก็เมื่อคิดถึงคำที่ปู่เคยพูดกับเราต่างๆ นานา
ความผูกพันธ์เหล่านั้นช่วงเสริมสร้างและผลิตน้ำตาเพื่อให้มันนองหน้าสมโอกาส
ที่เราได้พบเจอเข้ากับความตายเข้าอย่างจัง

ปาดังเบซาร์ อาจเป็นหนังที่จะเข้าใจตรงจุดนั้น จุดที่การตายไม่ใช่เรื่องเศร้าโศกเสียใจ
แต่มันคือการทบทวนความสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายของอะไรหลายๆ กรณี

พี่น้องสองคนที่ต้องพาร่างกายอันมีสำลีอุดจมูกของแม่ตัวเองกลับสู่ปาดังเบซาร์บ้านเกิด
กับเรื่องราวการกลับบ้านของสามชีวิตที่ใช้เวลาบนท้องถนนนั้น ทบทวนความสัมพันธ์

แม่ของทั้งสองเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในขณะร้องเพลงที่บอกกล่าวถึงความธรรมดาของชีวิต
คนน้องคือคนที่รับร่วมรู้เห็นช่วงเวลาก่อนการจากไปทั้งหมด ในขณะที่พี่สาวไม่มีโอกาส
ในการรับโทรศัพท์เพื่อพบเจอกับเรื่องที่อาจทำให้แน่นิ่งราวถูกหยุดเวลาเอาไว้

พิธีกรรมของความตายถูกเริ่มต้นขึ้นทันทีก่อนที่ร่างที่อยู่บนเตียงนั้นจะสิ้นลมหายใจ
การสั่งเสียและการย้ำเตือนให้รู้เห็นของผู้อยู่ดูท่าทางจะฟูมฟายจนเกินพอดี
แต่ก็เข้าใจได้ว่าในโมงยามที่ความเป็นความตายอยู่ใกล้เพียงปลายนิ้วก้อย
อะไรที่ทำได้เท่าที่จะนึกออกก็ควรรีบทำเสียแต่เนิ่นๆ

การที่ป้าซึ่งตัวน้องสาวมาอาศัยอยู่ด้วยเมื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯ กอดไหล่บอกกล่าว
ก่อนใช้สายตาเว้าวอนเชิงบังคับให้พูดตาม น่าจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจแรก
ที่หนังกำลังพาเราเข้าไป เหมือนเป็นการปะทะกันของความไม่เข้าใจ
เมื่อฝ่ายหนึ่งคิดว่าลูกสาวคงไม่มีอะไรจะพูดกับแม่ และฝ่ายลูกสาวก็คิดว่า
ไม่รู้จะพูดอะไรกับความเป็นความตายของผู้ให้กำเนิดตรงหน้า เพราะมันคือเรื่อง
ที่หญิงสาววัยมัธยมเกินจะรับไหวได้มากพอ

การกลับมาของพี่สาวจากสิงคโปร์ก็เป็นอีกหนึ่งความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นมานมนาน
น้องสาวผู้ไม่เข้าใจถึงการไปอยู่สิงค์โปร์ของพี่สาว และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ยอม
รับโทรศัพท์กับเรื่องสำคัญมากถึงขนาดนี้

"แล้วตอนนั้นทำไมไม่รับ"
"ก็นี่ไง พี่กลับมาแล้วไง"

บรรยากาศบนรถตู้โรงพยาบาลที่นอกจากจะอบอวลไปด้วยควันธูปฉุนแสบตา
ยังอบอวลไปด้วยความไม่เข้าใจกันของสองพี่น้องนั้น มีตัวกลางคือแม่ของพวกเธอ
...และคนขับรถตู้ ผู้มีนิสัยชอบพูดทีเลยทีจริงและกลายเป็นตัวตลกของหนัง
ที่ช่วยให้บรรยากาศไม่กดดันจนเกินไปนัก

ควันธูปที่หมดลงไปทีละเล็กทีละน้อย กำลังสลายมวลของความไม่เข้าใจ
และกำลังจะทำให้สองพี่น้องที่ห่างไกลกันมานาน เริ่มต้นทำความเข้าใจกัน

"แม่ กำลังจะลงอุโมงค์นะ"
"แม่ เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายนะ"
ฯลฯ

พิธีกรรมของความตายยังคงดำเนินต่อไป การบอกทางให้แก่ผู้พลัดถิ่น
เป็นเหมือนสัญญะที่บ่งบอกถึงการกลับบ้านมากที่สุด

หนังเรื่องนี้ชี้ชวนให้เราคิดถึงภาพยนตร์ Road Trip จำนวนมากมาย
บนทางหลวงสาย 66 ที่แห่งผาก กับ ทางหลวงหมายเลข 4 ที่ชุ่มฝน
ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นและรับรู้ร่วมกันว่า ทุกการเดินทาง
มีสิ่งที่ได้มากกว่าการไปถึงยังจุดหมายเสมอ

การที่รถตู้ไม่สามารถขับไปต่อได้ เพราะสองพี่น้องลืมนำใบมรณบัตรมาด้วย
ช่วงเวลาในค่ำคืนนั้นช่วยต่อเวลาให้กับความไม่เข้าใจได้เป็นอย่างดี

ตัวน้องสาวที่เพิกเฉยในระยะแรกๆ เริ่มคลี่คลายตัวเอง เริ่มมองภาวะไม่เข้าใจนี้
เป็นเพียงแค่เรื่องนิดเดียว หากไม่เข้าใจกัน สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ก็เพียงแค่
พยายามทำความเข้าใจ

ในช่วงเวลาค่ำคืนที่น้องสาวหลบพี่สาวไปสูบบุหรี่ พี่สาวตามมาเจอ
น้องสาวเอาบุหรี่ไปซ่อน พี่สาวไม่ว่าอะไร ซ้ำยังขอสูบบุหรี่เป็นเพื่อน
นี่อาจเป็นช่วงเวลาแห่งความเข้าใจที่ง่ายดายที่สุด โดยที่ไม่จำเป็น
จะต้องไปเคลียร์ใจด้วยการพูดคุยให้ยืดยาวใดๆ

ตัวตนของพ่อถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพียงแค่การรับหน้าที่ของพี่สาวในการโทรบอกข่าว
การจากไปของแม่ แค่นั้น เป็นบทสนทนาสั้นๆ แต่ก็ทำให้ครอบครัวนี้
มีพื้นที่ในหนังที่จะบอกได้ว่า พวกเค้าเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ด้วยกันมานานมากแล้ว

การเดินทางวันต่อมาคือการเดินทางของความเข้าใจ

น้องสาวสอบถามเรื่องชีวิตในสิงคโปร์ของพี่สาว พี่สาวตอบว่าก็สนุกดี
ก่อนที่จะร่ายยาวข้อเสียต่างๆ นานา ก่อนที่น้องสาวจะย้อนกลับมา
ด้วยคำถามที่ว่า ถ้าไม่ชอบ แล้วทำไมไม่กลับมา

"แม่ เรากำลังจะข้ามสะพานติณฯ นะ"
"แม่ ร้านนี้เป็นร้านที่แม่ชอบมาดัดผมบ่อยๆ ไง"
"แม่ ร้านนี้เป็นร้านซ่อมรถนะ"
"แม่ นั่นลุงข้างบ้าน ส่วนที่ซ้อนท้ายอยู่คือหลานแก"

เหมือนยิ่งเข้าใกล้บ้าน ช่วงเวลาฟูมฟายก็ยิ่งเข้าใจจุดเริ่มต้น

"ลองมองไปไกลๆ ปล่อยใจให้ไกลออกไป ในที่ว่างเปล่า"

เพลงบรรเลง ตามด้วยเสียงกีตาร์โปร่งที่เหงาจับใจเริ่มดังขึ้นมา

"ความห่างไกล..."
"ให้เราได้มี ให้เราได้เจอ ให้เราได้รู้จัก ความรัก ของกันและกัน"

การเดินทางไกลระยะทางเกือบพันกิโลเมตรสู่บ้านเกิด —ปาดังเบซาร์
กำลังจะสิ้นสุดลง เช่นกันกับความไม่เข้าใจของสองพี่น้อง
ที่จบสิ้นลงแล้วเช่นเดียวกัน น้ำตาของทั้งคู่จึงเป็นเหมือนความดีใจเล็กๆ

ดีใจที่ได้พาแม่มาถึงบ้านเสียที
และดีใจที่ได้เข้าใจกันเสียที

มันคือการกลับบ้านของทั้งร่างกายและจิตใจ
สิ่งที่หนังจะบอกกับเราน่าจะเป็นเรื่องนี้
เมื่อการกลับบ้านไม่ได้มีความหมายแค่ในแบบรูปธรรม
แต่มันยังหมายถึงนามธรรม กายกลับบ้าน ใจก็ต้องกลับบ้านมาด้วย

ในบ้านหลังเดิม บ้านที่เคยเป็นบ้านของทั้งสองพี่น้อง
ทั้งสองเลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับมันอย่างเอื่อยเฉี่ยย
ปล่อยให้เวลาพัดตามไปกับกระแสลม
ควันธูปที่ล่องลอย
ควันจากบุหรี่ที่ขาวนวล
ควันจากปล่องเมรุที่มีใครเคยบอกไว้ว่ามันจะพัดไปทางบ้านที่ผู้ตายอยู่
และลมที่พัดพาล่องลอยไปอย่างไม่มีที่ทิศทางแน่นอน

ก็คงเหมือนกันกับการกลับบ้าน
ที่ไม่ว่าจะจากไปไกลสักแค่ไหน ล่องลอยไปไร้จุดหมายสักเพียงได้

ท้ายที่สุดแล้ว
ทุกอย่างก็จะกลับมาที่จุดเดิม
จุดที่พวกมันจากมา.

——————————

CRITIC
- ชอบงานภาพของหนังเรื่องนี้มาก ภาพสวย เปี่ยมไปด้วยพลัง
- เพลงประกอบสองเพลงของหนังก็มาได้ถูกที่ถูกเวลา
ทั้ง 'เหตุผล' และ 'ให้เราได้รู้' ของ Buddhist Holiday
- หลายคนบอกว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้ดูเบาไป
แต่สำหรับเราแล้วมันจบตั้งแต่การที่แม่ได้มาถึงบ้านแล้ว
ส่วนที่เหลือคือส่วนขยายที่ช่วยทำให้เราเห็นว่า
เรื่องไม่ได้จบที่คนตาย และมันจบที่คนที่ต้องอยู่ต่อไปต่างหาก
- มีโอกาสแนะนำให้ไปดูกัน เราว่าเป็นหนังความตายที่ไม่ได้
ยัดเยียดความเศร้าจนเกินเหตุ เราพบว่าน้ำตาเราไหลออกมาเอง
ด้วยสิ่งที่สะสมมาตลอดทั้งเรื่อง
- แล้วจะเข้าใจว่าทำไมการพูดว่า "แม่ กำลังจะลงอุโมงค์นะ"
และประโยคอื่นๆ ทำนองนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่สุดของภาพยนตร์
- บพิตร ให้ A+
: